| ถอดรหัสความเป็นครู ของอาจารย์สุพจน์ ธรรมา |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator | ||||||||||||||
| วันศุกร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๐:๐๖ น. | ||||||||||||||
|
ถอดรหัสความเป็นครู ของอาจารย์สุพจน์ ธรรมา
เนื่องในวาระเกษียณอายุการทำงานของอาจารย์สุพจน์ ธรรมา อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติเมื่อสิ้นปีการศึกษา ๒๕๕๓ ทางคณะสังคมสงเคราะห์ฯ จึงได้จัดงานเลี้ยงอำลาเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ผู้ที่มาร่วมงาน ได้กล่าวแสดงความรู้สึกและทัศนะที่มีต่อ อาจารย์สุพจน์ธรรมา นอกจากการมอบของที่ระลึก มีกิจกรรมการแสดงร้องและรำของนักศึกษาบรรยากาศในการจัดงานเกษียณอายุครั้งแรกและคนแรกของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ฯ ทำให้ได้รับทราบถึงบทเรียนที่ติดตัวอาจารย์สุพจน์ ธรรมา ไปหลังจากได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ ผู้ที่มาร่วมงานได้ให้เกียรติกล่าวแสดงทัศนะความเห็นที่ต่ออาจารย์สุพจน์ ธรรมา มักจะมีอยู่ข้อหนึ่งที่ยกมากล่าวคล้ายๆ กัน คือ การไม่ถือโทษโกรธแค้นใคร ยินดีให้ความช่วยเหลือ เข้าใจชีวิตกับธรรมชาติและรักการปลูกต้นไม้ ฯ
บทเรียนที่อาจารย์สุพจน์ ธรรมา ได้จากการสอนวิชาอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา วิชาสาธารณภัย ทำให้เข้าใจถึงหลักการสังคมสงเคราะห์ที่กล่าวถึง หลักการไม่เลือกปฏิบัติ หลักการยอมรับ หลักการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลักการปัจเจกบุคคล ฯลฯ เป็นต้น อย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น ต้องขอขอบคุณผู้ที่คิดค้นและบัญญัติหลักการสังคมสงเคราะห์เหล่านี้ขึ้นมา ถือได้ว่าเป็นปรัชญาสูงสุดในวิถีทางการทำงานกับเพื่อนมนุษย์ และจากเตรียมการสอนนักศึกษาซึ่งกระตุ้นให้อาจารย์ต้องหาความรู้ ความจริงอยู่เสมอ ประกอบกับได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในช่วงท้ายของชีวิตการทำงานในสถาบันการศึกษาแห่งนี้
ในช่วงปี ๒๕๓๕ ขณะนั้นอาจารย์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ ของโรงงานอุตสาหกรรมส่งออกในย่านอำเภอบางพลี สมุทรปราการ ได้เห็นการก่อสร้างตึกแดงที่หัวมุมปากซอยทางเข้าวัดศรีวารีน้อย บริเวณก่อสร้างล้อมรั้วสังกะสีเขียนตัวโตๆ บอกว่าสถานที่ก่อสร้างมหาวิทยาลัยของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ใช้ชื่อนี้ในตอนแรกสร้าง คือ อยู่ในระหว่างการขอพระราชทานนามมหาวิทยาลัย ใช้เวลาสร้างประมาณ ๖ เดือนเสร็จ เปิดเผยรูปร่างให้เห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าสถานที่แห่งนี้สร้างได้รวดเร็วกว่าปกติ ต่อมาต้นปี ๒๕๓๖ ทราบว่าเปิดรับอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ขัตติยา กรรณสูต ประธานโครงการบัณฑิตศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต และอาจารย์ ดร.ทิพาภรณ์ โพธิ์ถวิล คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ เป็นกรรมการสอบ
เมื่อปี ๒๕๓๘ ช่วงนั้นเศรษฐกิจสังคมโลกเริ่มขาลง ฟองสู่แตกให้เห็นในปี ๒๕๔๐ และช่วงนั้นได้มีโอกาสไปร่วมประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ครั้งละ ๓ สัปดาห์ถึง ๓ ปีติดต่อกัน ได้โอกาสไปเรียนรู้กับมูลนิธิบราห์มากุมารี ที่กรุงเจนีวา ต่อมาได้ไปสัมมนาที่เกาหลีใต้ จัดโดยกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้ อยู่หนึ่งสัปดาห์ ได้โอกาสไปเรียนรู้กับเครือข่ายของอาจารย์สุมา ชิงไห่ ซึ่งมีศูนย์การเรียนรู้อยู่ที่กรุงโซล รวมทั้งได้เรียนรู้การทำงานของมูลนิธิพลังจักรวาลของอาจารย์เลือง มินท์ ด๋าง ชาวเวียดนาม ซึ่งมีสำนักงานมูลนิธิอยู่ในประเทศไทย และที่มูลนิธิอนุตรธรรมหลายแห่ง ที่สำคัญในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของโลกในยุคพลังงานใหม่ ได้เรียนรู้การทำงานของชมรมจิตจักรวาลศึกษาแห่งโลก และชมรมผู้ประพฤติธรรมแห่งประเทศไทย อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ให้ความกระจ่างเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินชิวิตที่สมดุล ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ในคราวที่คณะฯ จัดไปศึกษาดูงานที่ มหาวิทยาลัยฮ่องกงได้เห็นหลักสูตรคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว มีวิชาที่สะกิดใจและขอให้หัวหน้าคณะศึกษาดูงาน คือ ท่านอาจารย์ ดร.ภุชงค์ เสนานุช ได้มีการนำมาขยายผลในการปรับปรุงหลักสูตร การเรียนรู้ของนักสังคมสงเคราะห์ ในยุคใหม่ ที่ต้องรู้ถึงที่มาของมนุษย์การใช้ชีวิตในสังคม คือ พบว่ามหาวิทยาลัยฮ่องกงมีสอน วิชา การดำรงชีวิตและความตาย วิชา Meditation and Negotiation คำหลังนี้ยังแปลไม่ถนัดขอใช้คำว่า “การไตร่ตรองและการต่อรอง” ซึ่งคงจะเหมาะกับการให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือในภาวะวิกฤติ
ประสบการณ์ที่ได้จากสอนในวิชาอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา วิชา การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน พบว่าผู้ที่ทำงานกับสังคมมนุษย์ จะต้องเป็นผู้เข้าใจวิถีชีวิตของความเป็นมนุษย์และเป็นที่ปรึกษาปัญหาไม่เฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของจิตหยาบ(ที่มีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ชิงชัง ผิดหวังสูญเสีย อดอยาก ขาดแคลน เหล่านี้เป็นต้น) บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์คงจะต้องกระตุ้นให้ผู้รับบริการใช้จิตสำนึก รวมถึงจิตวิญญาณของตนในการดำรงตนในโลกใบนี้ (อัตตาหิ อัตโนนาโถ = ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) ให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ของโลก ในปัจจุบันมีวิกฤติเกิดขึ้นกับมนุษย์ทั้งภัยเศรษฐกิจ สังคม ภัยธรรมชาติ ผู้ทำงานกับผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ควรจะได้เรียนรู้ถึงความเป็นมนุษย์ว่าเป็นคนแบบไหน เกิดมาทำไม ตัวเองมีหน้าที่อะไร คุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงตายแล้วจะไปไหน หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ มีหลายวิชาที่เป็นจุดเด่นในการเข้าถึงความเป็นมนุษย์ คือ ต้องให้บรรลุแจ่มแจ้งถึงเรื่องศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคเท่าเทียม การยอมรับ การตัดสินใจด้วยตนเอง ตามหลักการสังคมสงเคราะห์ที่เรียนกันมา ให้ลงลึกในเนื้อหา เพื่อผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์มีทัศนะคติที่ถูกต้องดีงามในความเป็นมนุษย์ และช่วยให้เขาได้กลับคืนเป็นคนดีของสังคม
อีกวิชาหนึ่งที่ น่าสนใจในหลักสูตรสังคมสเงเคราะห์ศาสตร์ คือ สาธารณภัยเบื้องต้น ปรากฏว่าในปัจจุบัน มีการเตือนภัยให้มนุษย์รับรู้รับทราบว่ามีภัยอะไรขึ้นเกิด และนับวันจะรุนแรงถี่ขึ้น รู้เห็นทางสื่อสารมวลชนทุกเมื่อได้รู้ว่าฤดูกาลเปลี่ยนไป บางพื้นที่ไม่เคยมีหิมะตกก็มีหิมะตกเกิดขึ้นแล้ว บางพื้นที่ถูกไฟป่า น้ำป่า แผ่นดินหรือภูเขาถล่ม แผ่นดินไหวรายวัน พายุหมุน โรคระบาด ตายหมู่ของเหล่าสัตว์โลก ถ้ามนุษย์ใช้จิตหยาบรับรู้รับทราบก็คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เป็นเรื่องปกติ ก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆ เป็นเหตุให้ดาวเคราะห์โลกใบนี้เสียสมดุล และถึงจุดแตกหักที่จะต้องปรับสมดุลย์ให้กลับคืนสภาพที่ควรจะเป็น
งานสาธารณภัย จึงเป็นวิชาที่น่าเรียนรู้มากๆ ในยุคนี้ จะต้องได้ใช้แน่ๆ เชื่อว่าบทเรียนที่มนุษย์ได้รับคำเตือนจากธรรมชาติด้วยภัยพิบัติต่างๆ แล้วไม่ได้กลับมาทบทวนตัวเองว่า สาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไรกันแน่ การแก้ที่ปลายเหตุด้วย การสงเคราะห์ผู้ประสบภัย จะแซงหน้างานอื่นๆ เตรียมรับมือไว้ ในยุคนี้
เนื่องมาจากพลังงานความรักที่มนุษย์ให้กับโลกน้อยกว่าพลังลบ ทำให้การระเบิดของออกซิเจนที่อยู่ในใจกลางแกนของโลกเสียสมดุล ซึ่งมีผลต่อแผ่นดินไหวแผ่นดินร้าวแผ่นดินรั่วแผ่นทรุด สัตว์โลกและมนุษย์ที่ถูกทำลายล้างไปก่อนอายุไขด้วยเหตุความบกพร่องของจิตหยาบ ด้วยความโลภ กอบโกย แค้น ฆ่า เป็นต้น พลังงานลบเหล่านั้นสะสมอยู่ในบรรยากาศของโลกถึงขั้นที่เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรที่จะมาทวงหนี้กรรมคืน เช่น มาในรูปของพายุหมุน ฝนแสนห่า ฟ้าถล่มรุนแรง ปรากฏการที่นำมาเรียนมารู้ในชั้นเรียนนั้น เป็นเพียงปลายเหตุของจิตมนุษย์ที่หลงมิติ (คิดว่าเกิดมาครั้งเดียวตายหนเดียว กอบโกยแต่สุดท้ายเอาไปไม่ได้ มาตัวเปล่าก็ต้องกลับตัวเปล่า ดังเจ้ามา- หรือ คำกล่าวที่ว่า “มาสว่าง กลับสว่าง มามืดกลับสว่าง หรือมามืดกลับมืด)
ดังนั้น เกิดเป็นคน จึงมีหน้าที่คนๆๆๆไม่อยู่นิ่งๆๆ คนๆๆ เพื่อยกระดับจิตหยาบ ให้สั่นสะเทือนไปถึงจิตสำนึกในการดำรงชีวิตด้วยการใช้สมองซีกขวานำซีกซ้าย และยกระดับจิตสำนึกเข้าสู่จิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกัน คือ จิตเดิมแท้ในการทำหน้าที่ของการมนุษย์ จิตเดิมแท้ ไม่มีเพศ หญิงชาย ดันั้น การเลือกปฏิบัติจึงไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ เพราะถือว่าทุกชีวิตเท่าเท่าเทียมกัน มีสิทธิที่จะมาใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้เท่าๆ กัน (ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่าเป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมาฯ) จึงได้บทเรียนว่าเบื้องหลังของภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีมนุษย์ที่เสียสมดุลเป็นผู้กำหนด เป็นผู้ก่อให้เกิด เป็นการให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
แม้แต่ผู้สร้างดาวเคราะห์โลกใบนี้ หรือที่เราระลึกถึงว่าเป็นพระบิดา (GOD) หรือพระอัลเลาห์ และท่านเป็นผู้อนุญาตให้ดวงจิตของแต่ละคนได้มาเกิดเพื่อทำหน้าที่ตามพันธสัญญา ๖ ประการ ในการทำงานเป็นเพื่อนกับดาวเคราะห์โลกใบนี้ ทำหน้าที่ช่วยเหลือสงเคาะห์เกื้อกูลกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “เราคือโลก โลกคือเรา” และหน้าที่ประการสุดท้าย คือ ดวงจิตธรรมญาณที่มาใช้ชีวิตอยู่บนผิวโลกใบนี้ต้องยกระดับจิตวิญญาณให้กลับคืนสู่แดนสุญญตาที่จากมาให้จงได้ หรือมีปณิธานที่จะนิพพานในชาตินี้ ปรากฎว่าบางดวงจิตยังเพลินเพลินกับการเกิดแล้วเกิดอีก หลายภพชาติ ทำบุญเบื้องล่างเอาไปสร้างเบื้องบนทำบุญหลายหน หวังผลตอบแทนก็ต้องกลับมาเกิดใหม่เสวยผลบุญกรรมที่ทำไว้นั้น ยังไม่หลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงดึงดูดของพลังงานแม่เหล็กดาวเคราะห์โลก จึงไม่สามารถหลุดพ้นออกไปสู่แกแลคซี่ทางช้างเผือกซึ่งยังมีอยู่อีกหลายๆ จักรวาล โดยมีพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างในการยกระดับจิตหยาบ ให้เข้าถึงจิตวิญญาณ โดยทำหน้าที่เป็นนักรบแห่งแสงสว่าง (ออกบวช-เพื่อละกิเลส) ในฐานะที่เราท่านเป็นมนุษย์ครองบ้านครองเมืองก็สามารถที่จะยกระดับจิตหยาบ ผ่านจิตสำนึกเข้าสู่จิตวิญญาณให้จงได้ด้วยการเป็นนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง (ต้องสู้-จึงจะชนะ)
สรุปโดยย่อ คือ ว่าแต่ละคนที่เกิดมามีหน้าที่บนโลกใบนี้ มีพันธสัญญาที่ขันอาสามาเกิด จึงต้องหมั่นทบทวนสำรวจตนเองว่ามีหน้าที่อะไร เช่น มีการละหมาด มีการสารภาพบาป มีการไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ และไม่หลงลืมที่จะต้องกลับบ้านเก่าเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาหรือพ่อหรือแม่ คือ ผู้ให้กำเนิดตัวตนเรามาให้จงได้ ถามว่าถ้ามาเกิดแล้วแสดงละครไม่สมบทบาทในโลกนี้ หรือเล่นไม่เลิก จะเป็นอย่างไร
กล่าวคือ ดวงจิตหนึ่งมีโอกาสอยู่ได้ถึง ๖๐,๐๐๐ หกหมื่นปีเวียนตายเวียนเกิดอยู่หลายหนหลายบทบาทหน้าที่ แต่เวลานี้เกินเวลามามากแล้วถึง ๖๐,๘๐๐ ปี ถึงเวลาปิดยุคที่ ๔ แล้ว (เป็นที่ทราบแล้วว่ายุคแรกเป็นยุคไดโนเสาร์) โลกถึงเวลาต้องเปลี่ยนฉากการแสดงให้ตัวละครตัวใหม่ๆได้มีโอกาสมาเกิดมาเที่ยวเล่นยังโลกใบนี้บ้าง เข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากการที่โลกเสียสมดุล จนเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลง การวิงวอนร้องขอไม่เป็นผล สิ่งศักดิ์ปล่อยวาง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเจ้ากรรมนายเวรจะทำการชำระหนี้ปิดบัญชีแค้น
จึงพบเจอว่ามีการทำลายล้างฆ่ากันเป็นว่าเล่น แม้จะหมู่บ้านตำบลเดียวกัน พฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก (ท่านพุทธทาส-กล่าวไว้ว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ –เด็กและเยาวชน คือ อนาคตของชาติ) โลกนี้ คือ ละคร จะจบการแสงปิดฉากเวทีโลกได้ต่อเมื่อเจ้ากรรมนายเวรจะต้องปิดบัญชีแค้นกันก่อน ละครฉากนี้จึงจะลาโรงลงได้ คือ โปรแกรมต่างๆ ที่เปิดอยู่ต้องปิดลงให้เรียบร้อยเสียก่อนเครื่องจึงจะชัทดาวน์ คือ ปิดการทำงานของเครื่องลงได้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกยุคพลังงานใหม่ โดยรุ่นใหม่
ฉากสุดท้าย ละครลาโรง จะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เรียกว่าชำระโลก คือ เพราะ เราจะหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้ไม่ได้อีกแล้ว พายุหมุนทอนาโดถล่มอเมริกา ๒๐๐ ลูกต่อปี ไม่ว่าภูเขาไฟจะระเบิดในทะเล เช่น ในหมู่เกาะนิโคบา ในทะเลอันดามัน โลกมืดเพราะภูเขาไฟระเบิดทั่วโลก ลมพัดหวล ลูกเห็บตกลูกเท่าไข่นกกระทา จะมีหิมะตกในไทย อาจเกิดพายุงวงช้างที่กรุงเทพ ต้องย้ายเมืองหลวง ภาคใต้แผ่นดินยุบเคยเกิดขึ้นที่จังหวัดตรังกว่า ๒๐ แห่ง จะมีน้ำทะเลเดือด กลิ่นเหม็นปลาตาย น้ำทะลร้อน ด้ามขวานหักประมาณหลักกิโลเมตรที่ ๓๔๖ หักโค่นจมลงเพราะแผ่นดินไหว โลกมืด ๕๖ วัน ๗ ราตรี ถุงยังชีพอาจมีผู้อื่นหยิบยื่นให้ท่านได้ แต่จิตวิญญาณของท่านต้องพร้อมยอมรับความจริงและสร้างกำลังใจมีสติ และใช้กฤตสติให้รอดพ้นจากสาธารณภัย ๒. สิ่งที่จะต้องเผชิญ คือ การทำสงครามในชนชาติเดียวกันอย่างไร้เหตุผล ด้วยกฎแห่งกรรม ๑.ธรรมชาติคือความหลากหลาย ยอมรับให้ได้ ในความแตกต่างยังมีความหลากหลาย ยอมรับได้กรรมยุติได้แน่นอน ไม่ปฏิเสธความแตกต่างอย่างหลากหลาย
ต้องขอบคุณท่านที่หยิบยกเรื่องการไม่โกรธ ไม่ตอบโต้ ไม่ต่อต้าน ของอาจารย์สุพจน์ ธรรมา ขึ้นมาเป็นประเด็นในการเลี้ยงอำลาในวันนี้ ผมอยากขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่มาร่วมงานอำลาอาลัยในวัยเกษียณ ได้นำประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานที่ดีๆ มาแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟัง ได้ทำหน้าที่นักสังคมสงคราะห์ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ขอมอบความจริง อันจริงแท้ไว้แก่ท่าน และหมดเวลาแล้ว ขอท่านอย่าลืม.....ไม่ใช่เหตุการณ์ในวันนี้ คือ ท่านอย่าลืม นึกถึงผู้ให้กำเนิดชีวิตและจิตวิญญาณของเรา ที่ต้องการให้ท่านกลับบ้านเก่าให้ได้ อย่างปลอดภัย ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่าน สวัสดีครับ.
รวมรูปทั้งหมด
SSSSSSSSSSSSSWWWWWWWWW
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment
Joomlacomment
|
||||||||||||||
| ปรับปรุงล่าสุด วันศุกร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๑:๐๖ น. | ||||||||||||||










