|

งาน '1 ศตวรรษความดี 100ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง' เนื่องในโอกาสที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งองค์กรการกุศลที่อยู่คู่สังคมไทยจวบจนปัจจุบันมีอายุครบ 100 ปี โดยมี ดร.สมาน โอภาสวงศ์ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งคนปัจจุบัน ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมชมงานเฉลิมฉลอง “1 ศตวรรษความดี 100 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง”ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2553 เวลา 17.00-24.00 น. ณ ถนนพลับพลาไชย หน้าอาคารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิด ในวันพุธที่ 27 ตุลาคม 2553 สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการแสดงแสง สี เสียงชุด “ข้าวต้มชามแรก” เป็นไฮไลต์ของงาน ที่นำเสนอเรื่องราวชาวจีนโพ้นทะเลที่ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ด้วยข้าวต้มชามแรกที่ทำให้พวกเขารอดชีวิตและเกิดเป็นบุญคุณที่ปลูกฝังลูกหลานให้ตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทยและมูลนิธิฯ รุ่นแล้วรุ่นเล่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการร้อยเล่าเรื่องราว...100 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, ร้อยเรื่องราว...จากข้าวต้มชามแรก, ร้อยเรื่องราว...ทายาทสานต่อความดี และตื่นตาตื่นใจกับมหกรรมความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา อาทิ การเชิดสิงโต มังกร การแสดงหุ่นคน หุ่นกระบอก หุ่นจีน จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ และกิจกรรมจากศิลปิน นักร้อง นักแสดง พร้อมบริการตรวจสุขภาพฟรี! รวมทั้งมีบูธขายสินค้า อาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในราคาพิเศษ จากหลาย ๆ จังหวัด สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.pohtecktung.org เวลามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นคราใด สิ่งที่เรามักได้เห็นได้ยิน จนชินตานั่นก็คือ การออกปฏิบัติงานของหน่วยเคลื่อนที่เร็วหน่วยงานหนึ่งนาม “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ที่รีบบึ่งรถกู้ภัยไปให้ถึงที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด ด้วยต้องทำงานแข่งกับนาทีชีวิตของผู้บาดเจ็บโดยไม่สนใจว่าคนเจ็บเหล่านั้นจะเป็นใคร ยากดีมีจนอย่างไร ขอเพียง ให้ไปทันช่วยเหลือชีวิตและนำส่งโรงพยาบาลเท่านั้น ซึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ทำงานสาธารณกุศลช่วยเหลือสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนานถึง 1 ศตวรรษแล้ว ย้อนประวัติศึกษาความเป็นมาของการถือกำเนิดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ใจความว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งถือกำเนิดจากชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มหนึ่งที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินสยามเมื่อปี 2489 และได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิแห่งการสงเคราะห์คนยากไร้ในนาม “ป่อเต็กตึ๊ง” เมื่อแรกเหยียบแดนสยามด้วย “ข้าวต้มชามแรก” ทำให้พวกเขารอดชีวิตมาได้ จนเกิดเป็นบุญคุณที่ถ่ายทอดและปลูกฝังบุตรหลานให้ได้รับรู้ จดจำและย้อนกลับมาตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทยและ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งด้วยการสงเคราะห์คนยากไร้ โดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติและศาสนา ในช่วงเวลาของชีวิตนับตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามปณิธานอันมุ่งมั่นของ “องค์ไต้ฮงกง” อันเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยเชื้อสายจีน รุ่นแล้วรุ่นเล่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งดั้งเดิมทำงานในนาม “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ซึ่งไม่ใช่เพียงภารกิจเก็บศพเท่านั้น แต่ยังดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมสงเคราะห์ สวัสดิการสังคม การศึกษาและสาธารณสุข จะเห็นได้จากองค์กรในเครือที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางในปัจจุบันอย่างเช่น โรงพยาบาล หัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ คลินิกแพทย์แผนจีนและสถาบันสอนภาษาจีน ด้านประวัติการดำเนินงานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตลอด ระยะเวลา 100 ปี มีเรื่องราวที่น่าสนใจ และน่าศึกษามากมาย เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2452-2453 นักธุรกิจชาวจีน 12 คน ตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกง โดย มียี่กอฮง (พระอนุวัตร์ราชนิยม) เป็นผู้แทนซื้อที่ดินริมถนนพลับพลาไชย อ.สามเพ็ง (ป้อมปราบฯ) เพื่อดำเนินงานเก็บศพไร้ญาติ รวมทั้งสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงและอัญเชิญองค์ไต้ฮงกงมาประดิษฐานเป็นการถาวรและใช้เป็นสำนักงานดำเนินงานด้านสาธารณกุศล จนถึงปัจจุบัน ในวันที่ 5 สิงหาคม 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือปีละ 2,000 บาท เพื่อให้ดำรงสถานะของกิจกรรม สาธารณสุข คณะเก็บศพจึงได้พัฒนาบริหารงานตามความเจริญของบ้านเมืองและใช้ชื่อว่า “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ที่มีศักยภาพในการสงเคราะห์แก่ประชาชนให้สมกับความไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ในวันที่ 21 มกราคม 2480 และได้พัฒนาจนเป็นองค์กรการกุศลขนาดใหญ่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เอื้ออำนวยประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากจากภัยพิบัติ โดยมี นาย เหียกวงเอี่ยม เป็นประธานคนแรก และในปีถัดมาได้มีการจัดตั้ง สถานพยาบาลผดุงครรภ์หัวเฉียว 8 เตียง หลังศาลเจ้าไต้ฮงกงก่อนย้ายไปใกล้แยกอนามัย ถนนพลับพลาไชย และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลหัวเฉียวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2488 รวมทั้งย้ายไปตั้งอยู่ที่ริมถนนกรุงเกษมใกล้สะพานกษัตริย์ศึกขยายเป็นโรงพยาบาล รับรักษาคนไข้ทั่วไป จากนั้นขยายโรงพยาบาลเพิ่มจนสามารถรับคนไข้ได้ถึง 250 เตียง รวมทั้งซื้อที่ดินริมถนนบำรุงเมืองสร้างโรงพยาบาล สูงถึง 22 ชั้น มีลานจอด เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งในวันที่ 8 พฤษภาคม 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาลหัวเฉียว 22 ชั้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รับสั่งขณะเสด็จขึ้นไป บนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ว่า “นี่เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกนะที่สามารถนำคนไข้มาทางเครื่องบินได้” ขณะเดียวกันช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2524 ได้มีการตั้งวิทยาลัยหัวเฉียวขึ้น โดยเปิดหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพยาบาลศาสตร์เป็นคณะแรกและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามมหาวิทยาลัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งว่า มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติและเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัยฯ พระราชทานทุนการศึกษา 5,000,000 บาท เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 และจัดตั้งเป็นกองทุนรางวัลกาญจนาภิเษก ต่อมาได้มีการเปิด คลินิกหัวเฉียวไทย-จีนแพทย์แผนไทย ริมถนนกรุงเกษม โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิดอาคารคลินิกหัวเฉียวฯ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2548 และในปีถัดมาได้มีพิธีวาง ศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารใหม่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นอาคารสูงเหนือพื้นดิน 4 ชั้นและจอดรถใต้ดิน 2 ชั้น ส่วนในปี พ.ศ. 2550 ได้มีการก่อสร้าง “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” ที่ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสุดท้ายปี 2552 เริ่มซ่อมแซมศาลเจ้าไต้ฮงกงก่อนจะครบรอบ 100 ปี ในปี 2553 นี้ ประวัติพอสังเขปที่ได้กล่าวถึงเป็นเพียงการดำเนินงานส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีการดำเนินงานสำคัญ ๆ อีกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยถึง แต่เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่า “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ดำเนินงานสังคมสงเคราะห์มาเป็นเวลา 100 ปี หรือ 1 ศตวรรษแล้ว และ ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ ที่จะสานต่อภารกิจงานด้าน สาธารณกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และตราบนานเท่านาน
(ที่มา : ข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม 2553) กิจกรรมวันเปิดงานดังกล่าว นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีประมวลภาพดังนี้ เดินทางไปมูลนิธิป่อเต็กตึ้งด้วยหัวใจอันชุ่มฉ่ำแห่งความสุข 
เครื่องแบบแบบนี้ไม่ได้หาดูง่ายๆ นะครับ 
ทำหน้าที่พนักงานต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ 
ตั้งใจทำหน้าที่อย่างดี 
นี่แหละ ความโดดเด่นของเขาละ คือ ตั้งแถวถ่ายรูปสวยๆ ...... อะฮิ ๆๆๆ 
ยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง 

อีกบทบาทหนึ่งของนักศึกษาเราคือ การเป็นกรรมาการสโมสรนักศึกษา 
ไม่ไหวแล้วค่ะ ... !!!! เมื่อยจัง ขออภัย ความสวยอาจลดลงหน่อยนะ... (อายุต่ำกว่า 13 ปี กรุณาชมด้วยวิจารณญาณ) 
ชมภาพทั้งหมด
|