เศรษฐกิจพอเพียงกับงานสังคมสงเคราะห์ PDF พิมพ์ อีเมล
( 1 Vote )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 3955 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๖:๐๖ น.

เศรษฐกิจพอเพียงกับงานสังคมสงเคราะห์1

ภาริณดา  วานิชวัฒน์2
ภัทราภา  พัฒนาภรณ์3
เตชินท์  จุลเทศ4

      การสงเคราะห์  หมายถึง  การช่วยเหลือ  หรือการอุดหนุนโดยไม่จำกัดว่าสิ่งที่เราจะให้แก่ผู้อื่นหรือสงเคราะห์ผู้อื่นนั้นจะเป็นสิ่งใด  “สังคมสงเคราะห์” จึงหมายถึงการให้แก่สังคมหรือการช่วยเหลือสังคม  ช่วยเหลือผู้คนรอบตัวที่อาศัยอยู่ร่วมกัน  ตั้งแต่สังคมในระดับย่อยอย่างที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่  สังคมประเทศ  จนกระทั่งรวมไปถึงสังคมโลก

      สิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่มักนึกถึงเมื่อกล่าวถึงงานสังคมสงเคราะห์ก็คือการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก  ผู้ซึ่งไร้โอกาสทางสังคม  อาจเป็นเพราะฐานะทางเศรษฐกิจหรือการประสบพิบัติภัยต่างๆ  ก็เป็นได้  สิ่งที่เราให้ขั้นพื้นฐานที่สุดคือปัจจัยสี่  นอกเหนือไปกว่านั้น  การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์  การเป็นอาสาสมัครไปช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ  เช่น  อาสาสมัครดูแลเด็กกำพร้า  สอนหนังสือให้เด็กผู้มีความผิดปกติทางการเรียนรู้  และการอาสาสมัครไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหรือสึนามิ  ก็นับเป็นงานสังคมสงเคราะห์เช่นเดียวกัน

      การสังคมสงเคราะห์แน่นอนว่าเป็นการกระทำที่ประเสริฐยิ่ง  ช่วยสานสายใยความมั่นคงของสังคมไว้ด้วยน้ำใจไมตรีและความเอื้ออาทรได้อย่างดีเยี่ยม  แต่อย่างไรก็ตามการสงเคราะห์สังคมไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด  จะต้องมีขอบข่ายที่กว้าง  และมีสารัตถะที่ลึกไปกว่าเพียง  “การให้”  แท้จริงแล้ว การสังคมสงเคราะห์ที่ดี  ยั่งยืนและจะสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากที่สุดคือการสงเคราะห์อย่างพอประมาณ  มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกัน  บนพื้นฐานความรู้คู่คุณธรรม  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ                   การสังคมสงเคราะห์ที่ดีที่สุดต้องเป็นการสงเคราะห์บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่พระองค์พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยใต้ร่มพระบารมี           และชี้แนะแนวทางการดำรงชีวิต  การปฏิบัติตนของราษฎรให้สอดคล้องกับปรัชญาดังกล่าวตลอดมา

      เราสามารถจำแนกการสังคมสงเคราะห์ในมิติของเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็น  3  ประเด็น  โดยมี  2  เงื่อนไข  กำกับ  ประเด็นแรก  คือการสงเคราะห์ภายใต้หลักความพอประมาณและทางสายกลาง  เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการจะทำสิ่งใดนั้นหากมากเกินไปหรือตึงเกินไปก็ไม่อาจก่อให้เกิดผลดีได้  และในทำนองเดียวกันหากปฏิบัติน้อยเกินไปหรือหย่อนเกินไป  ก็มิทำให้ประสบผลดังมุ่งหวังได้  หลักการสงเคราะห์สังคมที่ดีก็เช่นเดียวกัน  จำต้องดำรงอยู่บนความพอดีพอประมาณทั้งตัวผู้สงเคราะห์เองและผู้ได้รับสงเคราะห์ด้วย  กล่าวคือ  ผู้ให้  ให้โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นมาและให้ตามอัตภาพของตนเอง  ส่วนผู้รับ รับมาอย่างประเมินประมาณความพอดีให้เหมาะสม  มิใช่ว่าหากตนรับมาในปริมาณมากแล้วตนจะได้รับความสุขสบายก็รับมามาก  แต่กลับทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ  ตัวอย่างที่ง่ายและชัดเจน  เช่น  ในยามเกิดพิบัติภัย  บางครั้งเราจะเห็นได้ว่า  สิ่งของที่ผู้มีน้ำใจช่วยเหลือบริจาคมานั้นอาจมากเกินความต้องการหรือน้อยจนไม่เพียงพอก็ได้  ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน         ด้านสังคมสงเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง  จำต้องจัดสรรไปอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับหลักความพอดี  มิใช่รับไปมากจนเหลือทิ้งและทำให้ผู้ที่เดือดร้อนเช่นเดียวกันได้รับอย่างไม่เพียงพอ  หากสังคมสงเคราะห์ทุกรูปแบบทำได้เช่นนี้  คืออยู่ในกรอบความคิดเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว  การสังคมสงเคราะห์ก็จะเป็นไปอย่างสมดุล  พอประมาณทั้งผู้ให้และผู้รับและไม่ก่อให้เกิดปัญหากับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

      ประเด็นที่สอง  คือการสงเคราะห์สังคมต้องกระทำอย่างมีเหตุผล  ในสังคมไทย  หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน  หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลเองพร้อมที่จะสงเคราะห์สังคม  ให้ความช่วยเหลือ  และยกระดับชีวิตผู้คนในรูปแบบที่หลากหลาย  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการบริจาคสิ่งของ  โดยเฉพาะเครื่องใช้จำเป็นอย่างผ้าห่มในช่วงฤดูหนาวของทุกๆ  ปีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ชนบทและท้องถิ่นทุรกันดาร  เราชาวไทยมีลักษณะเอกลักษณ์ที่นานาประเทศก็ชื่นชมยกย่องคือความมีน้ำใจไมตรี  พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเป็นนิสัยประจำตัวอยู่แล้ว  แต่การสงเคราะห์สังคมอย่างเกิน         ความจำเป็น  คือให้อย่างมิได้พิจารณาถึงเหตุผล  ก็ไม่น่าจะทำให้การสงเคราะห์นั้นยังประโยชน์แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนได้  ความจำเป็นที่เราควรพิจารณาอย่างมีเหตุผลจากการแจกผ้าห่มนั้นก็คือว่า         ผ้าห่มมิใช่เครื่องใช้ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกปี  หรือหากจำรุดบ้าง  ขาดบ้าง  ชาวบ้านก็น่าจะสามารถซ่อมแซมได้โดยไม่ยาก  การให้ไปโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นอย่างมีเหตุผล  นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรงบประมาณและแรงงานแล้ว  ยังเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้แก่ผู้รับสงเคราะห์  เช่น  นิสัยการไม่เห็นคุณค่าของสิ่งของต่างๆ  อย่างแท้จริง  ของบางอย่างแทนที่จะนำมาใช้ได้หลายครั้งก็อาจใช้เพียงไม่นานแล้วก็ทิ้งไปเสีย  เนื่องจากรู้ว่าอีกไม่นานก็จะได้รับมาอีก  อย่างที่เป็นมา  ทำให้การสังคมสงเคราะห์กลายเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนไป  ซึ่งแตกต่างจากการให้ที่อิงหลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งต้องคำนึงถึงเหตุผล  ความต้องการและความจำเป็นของผู้คนในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ  ในที่นี้จะยกย่องโครงการ       อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เป็นการสังคมสงเคราะห์ช่วยบรรเทาทุกข์  ความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านเช่นเดียวกับการบริจาคสิ่งของ  แต่เป็นไปอย่างมีเหตุผลและมีประสิทธิภาพ  เพราะพระบาทสมเด็จ        พระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อยังผลที่ยั่งยืนแก่เหล่าพสกนิกร นั่นคือเมื่อยามเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ  โดยเฉพาะอุทกภัยและภัยแล้งในทุกภูมิภาคของประเทศ  แน่นอนว่าการช่วยเหลือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่ง  ชาวบ้านต้องการปัจจัยสี่เพื่อยังชีพเป็นอันดับแรก  ในการแก้ปัญหานี้  หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ต่างร่วมมือและให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งของจำเป็นที่ผู้คนนำมาบริจาคเป็นอย่างดี  แต่อย่างไรก็ตาม  การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงแล้ว  เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรชาวไทยทุกคนว่า  มีเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเป็นบุคคลแรกที่พิจารณาปัญหาอย่างถี่ถ้วน  พระองค์ทรงหาเหตุผลของปัญหานั้นๆ  แล้วจะทรงแก้ที่สาเหตุของปัญหา  นับเป็นการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและยั่งยืนภายหลังจากการที่ทรงแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนคลี่คลายไปแล้ว  ตัวอย่างที่ชัดเจนนั้น  เราสามารถเห็นได้จากแทบทุกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระองค์ทรงใช้บรรเทาปัญหาภัยธรรมชาติในชนบท  เช่น  โครงการหลวงแก้ปัญหาชาวเหนือและชนกลุ่มน้อยทำไร่เลื่อนลอย  ตัดไม้ทำลายป่าจนก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  สร้างความเดือดร้อนและเสียหายอันใหญ่หลวงตามมาในภายหลัง  แทนที่พระองค์จะทรงช่วยเหลือด้านของบริจาคภายหลังเกิดพิบัติภัยแล้วเพียงอย่างเดียว  แต่พระองค์ทรงพระวิริยะอุตสาหะและทรงพระปรีชาสามารถ  ช่วยยับยั้งป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยที่ประชาชนไม่ต้องมารอรับความช่วยเหลือจากสิ่งของบริจาคด้วยซ้ำเพราะอุทกภัยจากการทำลายป่าลดลง

      โครงการอีสานเขียวและโครงการฝนหลวง  ที่แก้ปัญหาภัยแล้งโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศก็เช่นเดียวกัน  ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า  จากที่เคยประสบภัยแล้ง ไม่สามารถประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนได้ ในที่สุดพวกเขาก็ไม่ต้องประสบภัยธรรมชาติ  หรือได้รับความเดือดร้อนน้องลงมาก  จนแทบจะไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในปริมาณมากอย่างที่เคยเป็นมา  สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จของงานสังคมสงเคราะห์ที่อิงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เป็นอย่างดี

      ประเด็นที่สาม  การสังคมสงเคราะห์ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงต้องนำเอาหลักการสร้างภูมิคุ้มกันมาวางกรอบการสงเคราะห์โดยทุกหน่วยงานและทุกบุคคลต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ด้วย  การสร้างภูมิคุ้มกันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทางกาย  แต่หมายถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บุคคลและชุมชนให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ  ที่ทำให้ตนเดือดร้อนได้  การสงเคราะห์ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นมุ่งเน้นไปที่การสงเคราะห์สังคมโดยการให้สิ่งที่เป็นรูปธรรม  ให้ปัจจัยสี่  สิ่งของเหล่านั้นแน่นอนว่าสามารถสร้างเกราะคุ้มกันภัยให้แก่ผู้ได้รับการสงเคราะห์ให้ในระดับหนึ่งคือในระดับต้น  แต่สิ่งของ  ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญหรือยั่งยืนที่สุดที่จะทำให้บุคคลหรือสังคมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขและไม่ต้องรับการสงเคราะห์อีกได้  ภูมิคุ้มกันนี้ต้องอาศัยเงื่อนไขทางความรู้และคุณธรรมต่างหาก  ที่จะสามารถทำให้ผู้ที่เคยประสบความลำบากในทุกๆ  ด้าน  สามารถยืนหยัดขึ้นมาด้วยตนเองได้  โดยอาศัยความรู้และคุณธรรมนั้นมาเป็นเกราะป้องกันตนจากปัญหา  หรือหากต้องประสบปัญหาเข้า  ก็จะสามารถนำองค์ความรู้  สติปัญญาและจิตที่มีคุณธรรมนั้นไปแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้

      เงื่อนไขประการแรก  คือเงื่อนไขแห่งองค์ความรู้  เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมและประเทศชาติ  คือทรัพยากรมนุษย์  สังคมใดจะเจริญก้าวหน้าได้  คุณภาพของประชากรในสังคมนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด  ประชากรมีคุณภาพ  คือประชากรที่มีความรู้  คิดเป็น  ทำเป็น  สามารถคิดพิจารณาไตร่ตรองสิ่งต่างๆ  ได้ด้วยสติปัญญา  สามารถเรียนรู้  รวมไปถึงสร้างความรู้ความเข้าใจจากสิ่งที่ได้รับทราบมาให้เป็นองค์ความรู้ใหม่  ที่ตัวเรา จะนำไปประยุกต์ใช้ได้  ดังนั้นประชากรที่มีคุณภาพนั้นย่อมหมายถึงประชากรที่ได้รับการศึกษา  เพราะการศึกษาสามารถสร้างทั้งองค์ความรู้  ความคิด  และภูมิปัญญาให้แก่มนุษย์

      ด้วยเหตุนี้  งานสังคมสงเคราะห์ที่ดีภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องเริ่มที่ความรู้และการศึกษาของเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นอนาคตของประเทศชาติ  จากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการศึกษาของชาติ  นับเป็นตัวอย่างของงานสังคมสงเคราะห์เพื่อพัฒนาความรู้และสติปัญญาของเยาวชนได้อย่างชัดเจน  พระองค์เคยมีพระราชดำรัสให้จัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น  โดยแบ่งออกเป็น  4  สาขาวิชา  ได้แก่  วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  สังคมศาสตร์  และมนุษยศาสตร์  และยังแบ่งออกเป็น  3  ระดับตามอายุของผู้อ่านเพื่อเกื้อกูลการเรียนรู้ด้วยตนเองของเยาวชนในแต่ละวัยอีกด้วย  นอกจากโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนแล้ว  โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์และทุนการศึกษาพระราชทาน  ก็เป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงสงเคราะห์สังคมโดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  เป็นทุนทรัพย์และยังพระราชทานคำแนะนำให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง  นับเป็นการช่วยเหลือสังคมให้พัฒนาขึ้นได้จากการมีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพผ่านการให้ความรู้และการศึกษาได้อย่างดี

      แต่องค์ความรู้ที่เป็นทฤษฎี  วิชาการและการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนนั้น  ก็ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาสังคมทุกภาคส่วนทั้งในระยะสั้นและยะยาว  กล่าวคือ  นอกจากความรู้วิชาการและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เราได้จากการศึกษาแล้ว  ในชีวิตจริงของมนุษย์เรา  ความรู้  ความคิด  และความสามารถในการยังชีพนั้นก็สำคัญเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน  ในสังคมเกษตรกรรมอย่างสังคมชนบทของไทย  การช่วยเหลือผู้คนให้มีความรู้  มีทักษะการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เลี้ยงตนนั้น  จึงถือเป็นงานสังคมสงเคราะห์รูปแบบหนึ่งที่ช่วยเหลือชาวชนบท  ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมไทยได้ดีเป็นอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการสงเคราะห์ช่วยเหลือราษฎรในรูปแบบดังกล่าว  พระองค์จึงทั้งพระราชทานองค์ความรู้  “ทฤษฎีใหม่”  แนวคิดการทำการเกษตรแบบผสมผสานเพื่อเลี้ยงชีพ  และทรงก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  เพื่อเป็นแหล่งสร้างความรู้และให้ความรู้แก่ประชาชนในภาคการเกษตรรวมไปถึงอาชีพท้องถิ่นอื่นๆ  โดยตรงอีกด้วย

      พระราชดำริเรื่องทฤษฎีใหม่ และการทำการเกษตรแบบผสมผสาน  เริ่มขึ้นจากการที่เกษตรกรไทยจำนวนมากขาดแคลนที่ดิน  หรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการประกอบเกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์ได้  ทั้งยังประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ  ผลผลิตขายได้ในราคาต่ำ  และมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว  แนวคิดทฤษฎีใหม่  คือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างสมบูรณ์  โดยประกอบด้วย  3  ขั้นตอน  ได้แก่ขั้นพื้นฐาน  ขั้นกลางและขั้นก้าวหน้า  เริ่มจากการแบ่งที่ดินของเกษตรกรออกเป็นสัดส่วน  30:30:30:10  เพื่อทำนา  ปลูกไม้ยืนต้น  พืชผักสมุนไพร  ขุดสระกักเก็บน้ำ  ทำบ่อเลี้ยงปลา  และใช้เป็นที่อยู่อาศัย  รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ตามลำดับ  ด้วยระบบดังกล่าว  ชาวบ้านจะสามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยผลผลิตของตน  โดยแทบไม่ต้องทำการค้าขายเข้าสู่ระบบตลาดด้วยซ้ำ  แต่ตามหลักทฤษฎีใหม่แล้ว  เกษตรกรยังสามารถหารายได้เพิ่มเติมจากการขายผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคอย่างพอเพียงภายในครัวเรือนได้  เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ภายในครัวเรือนมั่นคง  และสมดุลแล้ว  ขั้นที่สองคือ การรวมกลุ่มระหว่างครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ทั้งด้านการผลิต การตลาดเพื่อรวมผลผลิตกันส่งขายและต่อรองราคา ด้านความเป็นอยู่  สวัสดิการ การศึกษา  และสังคมศาสนา  ด้วยการรวมกลุ่มเช่นนี้  ครัวเรือนแต่ละครัวเรือนก็สามารถสร้างเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและนำไปสู่การปฏิบัติทฤษฎีขั้นสุดท้ายหรือขั้นก้าวหน้าได้  นั่นคือการที่กลุ่มชุมชนรวมตัวกันเพื่อติดต่อกับองค์กรภายนอก  เพื่อประสานงานและจัดหาทุน  ร่วมมือกันอย่างเป็นเครือข่ายเชื่อโยงกันระหว่างชุมชนครัวเรือนและหน่วยงานต่างๆ  ทำให้การประกอบอาชีพ  การหารายได้ของทุกครัวเรือนประสบความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

      ในส่วนศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างพระราชกรณียกิจเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคมในด้านการให้ความรู้  เพื่อเลี้ยงชีพอย่างยั่งยืนของราษฎร  พระองค์ทรงก่อตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นเพื่อการศึกษา  ทดลองและวิจัยวิธีการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ  ภูมิอากาศ  ในแต่ละท้องถิ่น  โดยมีลักษณะสำคัญคือเจ้าหน้าที่และนักวิชาการ           ผู้ทำการศึกษา  จะนำองค์ความรู้ท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้านมาปรับประยุกต์ใช้เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่และผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสม  ออกมเป็นแนวทางการเกษตร  เผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รับนำเอาไปปฏิบัติตามได้ โดยเกษตรกรในหมู่บ้านเป้าหมายมาเข้ารับการอบรมในศูนย์เรียกว่า ”หมู่บ้านรอบศูนย์”  หากชาวบ้านประสบปัญหา ก็สามารถมาขอรับคำแนะนำโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ                        ทั้งองค์ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ทุกเมื่อ  ที่สำคัญ  ศูนย์ดังกล่าวก็มิได้ให้ความรู้ชาวบ้านด้านเกษตรกรรมเท่านั้น  แต่ยังส่งเสริมความรู้และทักษะอาชีพด้านอื่น  เช่น  ในศูนย์ศึกษาการพัฒนา เขาหินซ้อน  จ. ฉะเชิงเทรา  มีการส่งเสริมด้านศิลปาชีพ  ส่วนในศูนย์ที่อ่าวคุ้งกระเบน  จ. จันทบุรี          มีการส่งเสริมด้านการประมงชายฝั่ง  นอกเหนือจากความรู้การเกษตรแบบผสมผสานและทฤษฎีใหม่อีกด้วย

      จากคำกล่าวที่ว่า  “จงอย่าให้ความช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน  ผู้ที่ยากไร้  ขาดอาหาร  ด้วยการให้ปลาตัวหนึ่งแก่เขา  เพราะเมื่อเขากินปลาหมดไป  เขาก็จะยังคงไม่สามารถหาอาหารมาเลี้ยงตนได้        แต่จงสอนเขาให้เขารู้จักตกปลา  เพื่อที่ว่าต่อไป  เขาก็จะสามารถเลี้ยงชีพตนได้ด้วยลำแข้งของตนเองอย่างมั่นคง  และยั่งยืน  “พระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว                ที่สงเคราะห์ช่วยเหลือเหล่าอาณาประชาราษฎร์ด้วยการสร้างองค์ความรู้ สร้างภูมิปัญญาและแนะแนวทางการเลี้ยงชีพด้วยตนเองอย่างพอเพียง  ก็สอดคล้องกับคำพูดดังกล่าวทุกประการ  การให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่เดือดร้อนด้วยการให้วัตถุก็เป็นสิ่งที่ดีให้ขั้นต้น  แต่เมื่อสิ่งของนั้นหมดไป  ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ย่อมต้องการเช่นนั้นไปตลอด  ฉะนั้น  การให้ที่ดีและยั่งยืนที่สุด  จึงต้องเป็นการให้ที่สอนให้พวกเขารู้จักสร้าง  รู้จักคิด  รู้จัดเลี้ยงตน  จนไม่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือก็สามารถยังชีพอยู่ได้ด้วยตนเอง  การให้เช่นนี้  จะเป็นการให้ที่ไม่มีวันหมด  เป็นการช่วยเหลือสังคมตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

      เงื่อนไขประการสุดท้ายที่จะทำให้งานสังคมสงเคราะห์สมบูรณ์และสอดรับกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือการสงเคราะห์สังคมด้วยคุณธรรม  เราอาจสงสัยว่า  การสงเคราะห์อย่างเช่นการบริจาค  การให้ทาน  การเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ  หรือแม้กระทั่งการให้องค์ความรู้  การศึกษาแก่ผู้อื่นนั้นจะเกี่ยวข้องกับคุณธรรมได้อย่างไร  คำตอบคือ  แท้จริงแล้วเราทุกคนในฐานะสมาชิกของสังคม  สามารถเป็นผู้สงเคราะห์สังคมด้วยคุณธรรมได้  ช่วยเหลือให้สังคมของเราดีขึ้นได้  ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี  มีคุณธรรม  มีจิตใจที่ใฝ่ธรรมะและมีจิตสาธารณะ  คือสำนึกต่อส่วนรวม  เช่นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น  มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสไว้  มุ่งหวังให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์  มีความขยันหมั่นเพียร  อดทน  เสียสละ  และหากเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง  คุณธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือความซื่อสัตย์สุจริต  คือต้องปฏิบัติงานโดยมุ่งประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน  ทั้งนี้ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดของการสงเคราะห์สังคมด้วยคุณธรรม  ก็คือพระจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้ซึ่งตลอด  60  ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ  ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม  หรือธรรมะของกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินตลอดมา  พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เหล่าอาณาประชาราษฎร์  ทำให้นอกจากที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอย่างเหนื่อยยาก  ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อยเพื่องานสังคมสงเคราะห์ที่เป็นรูปธรรมดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว  พระองค์ทรงสงเคราะห์สังคมด้วยคุณธรรม  ที่แม้ว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์ที่เป็นนามธรรม  แต่ก็มีคุณค่าและนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่หาที่เปรียบมิได้  เพราะความมีคุณธรรมความอารยะอันสูงสุดด้วยหัวใจของสมาชิกที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมได้อย่างแท้จริง

      “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิตรากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน  เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง  สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม  แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

      ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  อันหมายถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  และมีภูมิคุ้มกันบนเงื่อนไขความรู้คู่คุณธรรม  คือรากฐานของทุกสิ่ง  เป็นรากฐานของชีวิตของสังคม  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมหมายถึงงานสังคม  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมหมายรวมถึงงานสังคมสงเคราะห์ที่ช่วยเหลือให้สังคมดีขึ้นด้วย  เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ  80  พรรษาในศกนี้  เหล่าพสกนิกรชาวไทยจึงควรดำเนินชีวิตและเกื้อกูลกันในสังคมในมิติของเศรษฐกิจพอเพียง  ร่วมใจกันทำความดี และช่วยเหลือสังคม  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้เป็นที่รักยิ่งและสถิตเหนือดวงใจของปวงชนชาวไทยทุก

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น.