| อาสาสมัครในภาวะวิกฤต |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator | |||
| วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๖:๐๖ น. | |||
|
อาสาสมัครในภาวะวิกฤต : กรณีศึกษา “โคลนถล่มในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์” กัญชิตา ประพฤติธรรม* ความเป็นมา เหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่ม 6 จังหวัด ในแถบอันดามันเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นปรากฏการณ์ภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยขนาดปัญหาที่รุนแรง รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก และจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเองที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์คลื่นอาสาสมัครขึ้น อันเป็นคลื่นน้ำใจที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คนไทยยังมีความเอื้ออาทรต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่มาก ดังจะเห็นได้จาก การรวมตัวกันของปัจเจกบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ไม้เว้นแม้แต่เด็กและวัยรุ่น กลุ่มบุคคล บริษัท ห้างร้าน หน่วยงานต่างๆ เข้ามาเสนอตัวในการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ ชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนไทยร่วมใจกันทำความดีแล้วก็จะมีพลังอย่างมหาศาล วิกฤตครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการก่อเกิดของเครือข่ายจิตอาสาและเป็นสัญญาณที่ชี้ชัดว่า ยังมีผู้คนจำนวนมากที่พร้อมในการมีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัคร ปรากฏการณ์สึนามิยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ต่างพื้นที่ ต่างภาคกันเท่านั้น การรวมน้ำใจ รวมพลังของเหล่าอาสาสมัครได้ก่อเกิดขึ้นในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 หลังจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมและโคลนถล่มเป็นวันที่อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่โครงการคนอาสาในมูลนิธิกระจกเงากลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงพื้นที่ประสบภัยในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ถึงแม้ว่าการเกิดภัยพิบัติในครั้งนี้จะมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงและเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจังก็ตาม แต่ความเสียหายนั้นมีมากเกินกว่ากำลังคนทำงาน มูลนิธิกระจกเงาร่วมกับเครือข่ายจิตอาสาในการจัดการอาสาสมัครฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมและโคลนถล่มที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร่วมระดมพลังอาสาสมัคร บริจาคแรงกายในสภาวะวิกฤต เพื่อเป็นการบรรเทาและร่วมแบ่งเบาปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการอาสาเพื่อในหลวง วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษากระบวนการดำเนินงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผล โครงการอาสมัครในภาวะวิกฤตและเพื่อศึกษาเงื่อนไขและปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโครงการอาสมัครในภาวะวิกฤต วิธีดำเนินงานวิจัย แหล่งข้อมูล 1) แหล่งข้อมูลบุคคล ได้แก่ อาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม ผู้ประสานงานโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต ผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม 2) แหล่งข้อมูลเอกสาร เช่น บทความหรือข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานอาสาสมัครในเว็บไซด์ของกระจกเงา 3) ข้อมูลสถานที่ ได้แก่ พื้นที่จัดกิจกรรม บริบทของสิ่งที่ศึกษา วิธีการเก็บข้อมูล 1) ออกแบบสอบถามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญจากอาสาสมัครจำนวนมาก ทั้งด้านข้อมูลพื้นฐานส่วนตัว ความรู้สึกนึกคิด ฯลฯ จากกิจกรรมต่างๆ นำมาประมวลข้อมูลเพื่อหาค่าร้อยละ 2) การสัมภาษณ์เจาะลึกรายบุคลและการสนทนากลุ่ม เพื่อเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดของประเด็นสำคัญที่ต้องการ โดยใช้ชุดคำถามแบบไม่มีโครงสร้าง และกึ่งโครงสร้าง 3) การลงพิ้นที่ซึ่งเป็นแหล่งดำเนินกิจกรรม การจัดการอาสาสมัคร เพื่อเก็บข้อมูลการทำกิจกรรมด้วยการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ข้อมูลที่เก็บได้ผู้ศึกษานำมาวิเคราะห์ด้วยการตีความโดยอาศัยความเข้าใจในบริบทของสิ่งที่ศึกษา กระบวนการดำเนินงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเงื่อนไขและปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน โครงการอาสมัครในภาวะวิกฤต ผลการศึกษา ข้อมูลพื้นฐานของอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม การเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินผลการศึกษาอาสาสมัครที่เข้าร่วมในโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต “ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” นั้นผู้ศึกษาใช้ข้อมูลแบบสอบถามที่เก็บรวบรวมจากอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 509 ราย ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐานของอาสาสมัครด้านเพศ การศึกษา สถานภาพการทำงาน และประสบการณ์งานอาสาสมัคร โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๏ อาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยเพศชาย 388 คน และเพศหญิง 121 คน คิดเป็นร้อยละ 76.23 และ 23.77 ตามลำดับ ๏ อายุ พบว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่อยู่ในวัยนักเรียน นักศึกษาและวัยทำงานกล่าวคือ - ช่วงอายุ 11 -20 ปี จำนวน 316 คน คิดเป็นร้อยละ 62.08 - ช่วงอายุ 21-30 ปี จำนวน 128 คน คิดเป็นร้อยละ 25.15 - ช่วงอายุมากกว่า 31 ปี จำนวน 65 คน คิดเป็นร้อยละ 12.77 ๏ ระดับการศึกษา - กำลังศึกษาอยู่ จำนวน 375 คน คิดเป็นร้อยละ 73.67 - ระดับปริญญาตรี จำนวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 20.05 - สูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 6.28 ๏ สถานภาพการทำงาน - นักเรียน นักศึกษา จำนวน 477 คน คิดเป็นร้อยละ 93.71 - พนักงานบริษัทและอาชีพรับจ้าง 22 คน คิดเป็นร้อยละ 4.33 - ธุรกิจส่วนตัวและอาชีพค้าขาย 5 คน คิดเป็นร้อยละ 0.98 - รับราชการ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 0.98 ๏ ประสบการณ์ในการทำงานอาสาสมัคร - เคยมีประสบการณ์มาก่อน จำนวน 387 คน คิดเป็นร้อยละ 76.03 - ไม่เคยมีประสบการณ์ จำนวน 122 คน คิดเป็นร้อยละ 23.97 จากข้อมูลในแบบสอบถามมีข้อสังเกตประการหนึ่งคืออาสาสมัครบางส่วนที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานอาสาสมัครมาก่อนนั้นส่วนหนึ่งมีประสบการณ์จากการเป็นอาสาสมัครสึนามิ และอีกส่วนหนึ่งเคยเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการ “ฉลาดทำบุญ” มาก่อน ๏ แหล่งข้อมูลที่ทราบกิจกรรม
๏ เหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรม
4.2 ก่อนการดำเนินการ โครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤตนั้นเป็นโดยภาพรวมเป็นการระดมอาสาสมัครเพื่อฟื้นฟูที่พักอาศัย ซ่อมแซมบ้าน สภาพแวดล้อมของผู้ประสบภัยโคลนถล่มให้กลับสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด ดังนั้นการจัดการอาสาสมัครจึงเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบโครงการให้ความสำคัญเป็นประเด็นต้นๆ อันประกอบด้วย 4.2.1 การระดมอาสาสมัครและการเตรียมการจัดกิจกรรม 1) การวางแผนออกแบบกิจกรรมของโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต “ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” นั้นคำนึงถึงความสอดคล้องการทำงานของอาสาสมัครซึ่งคนทั่วไปมักหยุดเพียงวันเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมระยะสั้นกล่าวคือกำหนดการทำกิจกรรมในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยใช้ฐานคิดวิเคราะห์จากกรณีการทำงานอาสาสมัครสึนามิ ซึ่งหากใช้เวลานานหรือ 4 คืน 5 วันจะทำให้ได้คนน้อยประมาณ 10-20 คน แต่เมื่อกำหนดวันเวลาดังกล่าวจำนวนอาสาสมัครจะอยู่ที่ 50-60 คน 2) นอกจากการระดมอาสาสมัครจากกรุงเทพมาช่วยแล้วยังพบว่ามีการระดมอาสาสมัครในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ โดยมูลนิธิกระจกเงาได้ประสานงานกับอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ซึ่งนักศึกษาที่สนใจและเป็นแกนนำอาสาสมัครใช้วิธีการตั้งโต๊ะระดมนักศึกษามาทุกอาทิตย์ แต่ละรุ่นจะประมาณ 150 คนเป็นอย่างต่ำ รวมทั้งนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวะอุตรดิตถ์ที่สนใจมาร่วมทุกสัปดาห์ๆ ละประมาณ 50 คน โดยรวมของจำนวนอาสาสมัครต่อสัปดาห์กว่า 200 คน 3) เครือข่ายนักศึกษาที่ต้องการสถานที่สำหรับกิจกรรมการออกค่าย มูลนิธิกระจกเงาเองได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและจัดกระบวนการร่วมกันเช่นการจัดเวทีถอดบทเรียน โดยกำหนดรูปแบบให้เกิดการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน เช่น อาสาสมัครนักศึกษาธรรมศาสตร์รับผิดชอบสร้างบ้าน ที่เป็นพื้นที่ๆ กระจกเงาไปช่วยรื้อซากปรักหักพังให้เรียบร้อยแล้ว ในการสร้างบ้านมูลนิธิกระจกเงา จะเป็นผู้ข้อมูลพื้นฐานให้น้องนักศึกษาไปออกค่ายสร้างคน-คนสร้างบ้าน โดยมีการวางแผนส่งให้น้องๆ นักศึกษาหมุนเวียนกันมาอยู่หน้างานกับมูลนิธิฯ วันละ 10-15 คน ไปเรียนรู้งานซึ่งกันและกัน 4) การระดมอาสาสมัครจากเยาวชนกลุ่มพิเศษคือ อาสาสมัครจากบ้านกาญจนาภิเษก โดยมีตัวแทนจากมูลนิธิกระจกเงานำภาพและเรื่องราวโคลนถล่มในพื้นที่ปฏิบัติการไปเล่าให้เยาวชนในบ้านกาญจนาภิเษกฟัง โดยใช้กระบวนการร่วมคิดกระตุ้นความคิดให้เกิดการมีส่วน ช่วยเหลือสังคมและสะท้อนความรู้สึก ความพร้อมของเด็กๆ เมื่อได้ฟังและได้เห็นภาพต่างๆ ซึ่งเป็นผลพวงจากโคลนถล่มที่เกิดขึ้น ซึ่งเยาวชนดังกล่าวบางส่วนมีพื้นฐานจากการเข้าร่วมกิจกรรมสึนามิมาบ้างแล้ว เมื่อเด็กพร้อมกระบวนการจัดการในบ้านกาญจนาภิเษกจึงเกิดขึ้น หลังจากนั้นทุกเย็นวันศุกร์เยาวชนในบ้านกาญจนาภิเษกจะเดินทางไปอำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ พร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครคนอื่นๆ จนกระทั่งตอนเช้าวันจันทร์ประมาณ 05.00 น. เยาวชนกลุ่มนี้ก็จะเดินทางกลับสู่บ้านกาญจนาภิเษกเพื่อประกอบกิจกรรมตามปกติ 4.2.1 การเตรียมความพร้อมของการจัดกิจกรรม 1) ก่อนที่อาสาสมัครจะลงพื้นที่มาทำกิจกรรม ทีมงานของมูลนิธิกระจกเงาได้ทำการสำรวจความเสียหายเพื่อประเมินภารกิจที่จะช่วยเหลือ เตรียมความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ เส้นทางการเดินทาง ทำให้พบว่าเด็กและชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องไปอาศัยอยู่ในวัด โรงเรียน หรือเต้นท์พักพิงชั่วคราว เพื่อรอเข้าสู่บ้านพักของตัวเอง ส่วนครอบครัวที่สูญเสียบ้านไปทั้งหมดก็อยู่ในช่วงรอการช่วยเหลือในการสร้างบ้านพักถาวรให้ใหม่ สำหรับครอบครัวที่บ้านได้รับความเสียหายทางโครงสร้างไม่มากนั้น หากนำโคลนและเศษไม้ออกจากบ้านแล้ว เจ้าของบ้านก็จะเข้าไปอยู่ได้ดังเดิม การทำงานภายใต้ชื่อที่ไม่เป็นทางการว่า “ฅนค้นโคลน” จึงเกิดขึ้น โดยลักษณะงานที่ทำคือช่วยกันขุดโคลนและไม้ที่เครื่องจักรหนักไม่สามารถเข้าถึงบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ 2) การประชาสัมพันธ์ ต้นทุนทางสังคมของมูลนิธิกระจกเงานั้นมีทุนเดิมโดยมีฐานของสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมาก และมีเว็บไซด์ที่ได้ความนิยมจากนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจทำงานด้านพัฒนาสังคม ในอันดับต้นๆ ทำให้การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลกิจกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นในแง่ของการให้ความสำคัญกับอาสาสมัครเก่าที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมของมูลนิธิฯ ยังนับมีส่วนสำคัญที่ทำให้อาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากเช่นกัน 3) การรับสมัครอาสาสมัคร ใช้การลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซด์ เป็นการลดภาวะในการจัดการแต่ก็ยังคงมีช่องทางการลงทะเบียนแบบพิเศษด้วยการกรอกใบลงทะเบียนสำหรับอาสาสมัครที่ต้องออกไปจัดกิจกรรมภายนอก 4) การติดต่อประสานงานอาสาสมัคร จะประสานงานกันด้วย E-mail ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการตอบรับ การเป็นอาสาสมัคร หลังจากได้รับการยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะติดต่อประสานงานกับอาสาสมัครอีกครั้งถึงการเตรียมตัว อุปกรณ์ สภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้น ขณะปฏิบัติงานรวมทั้งวิธีการเดินทาง และครั้งสุดท้ายจะติดต่อด้วยการโทรศัพท์อีกครั้งเพื่อยืนยันการเข้าร่วมกิจกรรมและนัดหมายการเดินทางร่วมกัน 5) การปฐมนิเทศก่อนการทำงานเป็นเรื่องที่โครงการให้ความสำคัญอย่างมากถึงแม้ว่าลักษณะงานอาสาลับแลไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสูงหากแต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของการทำงานเช่นการทำงานทุกครั้งต้องใส่รองเท้าบู้ท สวมถุงมือ การทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ที่พักของอาสาสมัคร กฎ กติกาการทำงานและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน การแบ่งบทบาทหน้าที่ในการทำงานเพื่อความชัดเจนและป้องกันปัญหาอันอาจเกิดขึ้นได้ 4.3 การดำเนินกิจกรรม 1) ในช่วงเช้าหลังจากรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้วอาสาสมัครทุกคนจะเตรียมความพร้อมทั้งหมวก รองเท้าบู้ท และมารอรถที่ได้รับการอนุเคราะห์จากทหารเพื่อออกเดินทาง พร้อมกันไปยังพื้นที่ที่ทำการขุดโคลน และมีการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ขุดโคลน ขนโคลน ทำกับข้าว โดยมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกระจกเงาเป็นพี่เลี้ยงและร่วมลงมือ ลงแรงด้วย ในช่วงกลางวันหลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จหากใครเหนื่อย เพลียหรือต้องการพักก็สามารถทำได้ จนกระทั่งเวลา 17.00 น. เดินทางกลับมายังที่พัก อาสาสมัครทุกคนต้องช่วยกันล้างโคลนที่ติดมากับรองเท้าบู้ท และนำวางให้เป็นระเบียบตามขนาดของรองเท้า อุปกรณ์ใช้ประกอบการขุดโคลนก็เช่นกัน 2) สำหรับการพักอาศัยของอาสาสมัครนั้นทางเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิกระจกเงาได้จัดที่พักให้อาสาสมัครอาศัยอยู่กับชาวบ้าน โดยกระจายไปยังหลังต่างๆ เพื่อให้อาสาสมัครได้เกิดการเรียนรู้ วิถีชีวิตขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เย้าและผู้เยือนอีก 3) หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเป็นช่วงสรุปบทเรียนจากการสัมภาษณ์ทีมงานพบว่างานในระยะแรกจะเป็นงานที่ค่อนข้างหนักเวทีถอดบทเรียนจะน้อย ในระยะต่อมาเมื่องานอยู่ตัวแล้ว การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำได้มากขึ้น เริ่มรู้งาน มีเวลาสำรวจพื้นที่ เริ่มทำงานกับชุมชนกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้คล่องทำให้มีเวทีมากขึ้น ซึ่งทางผู้รับผิดชอบโครงการยังให้ความสำคัญต่อกระบวนการในช่วงค่ำนี้อย่างมากเป็นการถอดประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมโดยการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้สึกและเรื่องราวต่างๆ ที่ได้จากการทำงานหรือเหตุการณ์ที่ได้พบ เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ ภายใต้กระบวนการที่ให้เสรีในการแสดงความคิดและความรู้สึก เพื่อเกิดความคิด ความเข้าใจ และเกิดรับรู้อย่างสร้างสรรค์ ปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการ 1. ลักษณะเด่นของกิจกรรมโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต“ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” 1) ลักษณะของกิจกรรมไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะเฉพาะ ทำให้อาสาสมัครไม่จำกัดเพศและวัยก็สามารถร่วมได้ ด้วยการช่วยขุดโคลนออกจากบ้านของชาวบ้าน และสภาพภูมิอากาศในขณะนั้นไม่ร้อนจนเกินไป ทำให้อาสาสมัครทุกคนมีส่วนร่วมกันอย่างทั่วถึง 2) การออกแบบกิจกรรมในวันหยุดและเสาร์-อาทิตย์ เป็นการออกแบบงานอาสาสมัครในภาวะฉุกเฉิน ให้สอดคล้องกับความเหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของอาสาสมัครทั่วไป คือ มีระยะเวลาสั้นๆ และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้บ่อยเท่าที่ต้องการ 3) ระยะทางไม่ไกลเกินไป มีส่วนทำให้อาสาสมัครไม่ต้องทนเมื่อยกับการเดินทาง 4) กิจกรรมมีพลวัตรของการปรับปรุงกล่าวคือมีการปรับงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คือ มีการปรับจากการทำงานทั้งวัน ให้มีชั่วโมงการเรียนรู้ชุมชน ให้ชาวบ้านที่ไปอาศัยบ้านเค้าอยู่พาสำรวจในหมู่บ้าน มีการเล่าถึงประวัติศาสตร์ในหมู่บ้าน ความเป็นมาของชุมชน มีสวนผลไม้ ปลูกอะไรบ้าง ในสมัยก่อนชาวบ้านทำอาชีพอะไรกัน เมื่อมีเวลาเรียนรู้เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าอาสาสมัครเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนมาถึงทำงานรื้อดิน ขนดินแล้วก็กลับ แต่ช่วงหลังเขาได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านว่าเป็นมาอย่างไร ทำอาชีพอะไรบ้างยังมีการปลูกผักทำให้เกิดการมาร่วมกิจกรรมซ้ำและกลับไปบอกต่อ ซึ่งเป็นวิธีที่สำคัญค่อนข้างจะง่ายและชัดเจน 5) กิจกรรมมีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยในระยะแรกมีวางการแผนการช่วยเหลือบ้านที่ถูกโคลนถล่มและชาวบ้านไม่สามารถเข้าอยู่ได้ก่อน ในระยะต่อมาทำการช่วยบ้านที่โดนถล่มชั้นล่างเสียหาย โดยอาสาสมัครช่วยกันขุดโคลน ปรับพื้น ทำคันกั้นน้ำ ปรับภูมิทัศน์เพื่อให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงก่อนก่อนเกิดเหตุ 6) กิจกรรมมีความเชื่อมโยงกับชุมชน เรียนรู้ชุมชน อาสาสมัครได้เรียนรู้กิจกรรม ขุดโคลนแล้ว โครงการยังมีกิจกรรมเด็กโดยเริ่มเวลา 16.00-17.30 น. ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลแม่พูล และบริเวณนั้นจะมีแคมป์ของกระทรวงมหาดไทยเป็นที่พักอาศัย สำหรับของชาวบ้านผู้ประสบภัยที่ไม่มีบ้านอยู่ มีลักษณะสร้างด้วยโครงเหล็กและใช้เต็นท์ผ้าใบประกอบเป็นหลัง อยู่กันประมาณ 75 ครอบครัว จะมีกิจกรรมของเด็กในตอนเย็นของทุกวัน อาสาสมัครของโครงการนอกจากจะได้ใช้แรงงานออกเหงื่อทำภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว บางส่วนหลังจากอาบน้ำทานข้าวเรียบร้อยโครงการจะมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับเด็ก เวลาอยู่กับเด็กอาสาสมัครหลายคนบอกว่า “เหนื่อยๆ มาได้เห็นหน้าตาเด็กแต่ละคนมันก็ทำให้ผ่อนคลาย” ในเรื่องเกมส์กิจกรรมก็มีการละเล่นแบบไทยๆ การกีฬา ดนตรี พูดคุยกับเด็ก แรกๆ ก็กลับไม่ค่อยกล้าระยะหลังๆ มาก็เริ่มชิน มีอาสาสมัครมาหลากหลาย มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติไปสร้างบรรยากาศซึ่งถือเป็นกำลังใจ สำหรับผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่อาสาสมัครบางส่วนก็จะเข้าไปพูดคุยให้กำลังใจกัน 7) กิจกรรมเป็นสื่อเชื่อมโยงถึงความทุกข์สุขของคนสองกลุ่มได้เป็นอย่างดี การออกแบบกิจกรรมดังกล่าวยังมีการพาอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากพื้นที่สึนามิมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมส่งผลให้เกิดกำลังใจในการต่อสู้กับสภาวะสูญเสีย ด้วยเหตุผลเป็นผู้ประสบภัยเหมือนกันกลุ่มนี้จะเข้าใจในสภาวะของความสูญเสียเขามาเยียวยาดูแลกัน แม้ลักษณะของกิจกรรมอาสาสมัครขุดโคลน จะมีความซับซ้อนในเชิงกิจกรรมไม่มากนัก และเป็นกิจกรรมที่ใช้แรงกาย และความอดทน เป็นหลัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นกิจกรรม ที่ทำให้อาสาสมัครได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการทำงานร่วมกับผู้อื่น (ช่วยกันขุดดิน ส่งต่อ วางแผนการทำงานร่วมกัน) เรียนรู้เพื่อนอาสาสมัคร การเรียนรู้ชุมชน การช่วยเหลือแบ่งปัน และการพัฒนาตนเอง (กินง่ายอยู่ง่าย เห็นใจผู้อื่น) เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้อาสาสมัครมีความสนิทสนมกันเร็ว เพราะมีจุดร่วมเหมือนกัน คือ ช่วยเหลือผู้อื่น และใช้กิจกรรมเดียวกัน คือ การขุดโคลน แม้จะต่างรุ่นอาสาสมัครกัน แต่ประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ก็ทำให้รู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน (สังเกตจากอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม รวมพลคนขุดโคลน จะเห็นว่าอาสาสมัครมีความสนิทสนมกันเร็วมาก แม้จะมาจากต่างสถาบัน และเป็นอาสาสมัครคนละรุ่น แต่กลับรู้จักกันเร็ว บางคนก็มีการแลกเบอร์ติดต่อ และอีเมล์).. ซึ่งคล้ายคลึงกับหลายกิจกรรมที่อาสาสมัคร สนิทสนมกันเร็วเช่นกัน 2. การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ของโครงการ 1) การดำเนินงานของโครงการจะเน้นหนักไปที่การประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซด์ ด้วยการเพิ่มลิงค์โครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต“ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” ของมูลนิธิกระจกเงาเข้าไปใน web index ของเว็บไซด์ที่มีผู้เข้าชมมากๆ เช่น sanook, angk, budpage เป็นต้น นอกจากนั้นการโพสข้อความประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่จะจัดขึ้นในเดือนต่อไปตามเว็บบอร์ดต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้อมูลกิจกรรมงานอาสาสมัครของโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต “ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” มีคนรู้จักและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมากเช่นเดียวกัน 2) ช่องทางการสื่อสารทาง WEB SIDE ของอาสาสมัครรุ่นต่างๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม การสื่อให้เห็นสภาพของพื้นที่ การทำงานของอาสาสมัคร หรือข้อความที่ให้กำลังต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้อาสาสมัครบางคนอยากมาร่วมกิจกรรมได้เช่นกัน 3. บุคลากรโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต“ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” ของมูลนิธิกระจกเงา 1) บุคคลากรมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะประสบการณ์ด้านการจัดการสูงวิกฤตการณ์จากเหตุการณ์สึนามิเป็นบทเรียนการทำงานที่เจ้าหน้าที่ทุกคนสะท้อนว่าการทำงานครั้งนั้นมีส่วนช่วยให้การจัดการอาสาสมัครโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต“ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จได้อย่างดีทีเดียว กล่าวคือทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมองเห็นปัญหาและการรับมือต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และถึงแม้ว่าการเกิดเหตุการณ์โคลนถล่มครั้งนี้จะมีหน่วยงานที่เข้าไปรับผิดชอบโดยตรงเข้าไปช่วยเหลือก็จริง แต่ความเสียหายนั้นมีมากกว่ากำลังคนแน่นอนและปัญหาที่ผ่านมาคือการขาดหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางของอาสาสมัคร ที่สามารถเป็นแหล่งรองรับทั้งสิ่งของ กำลังทรัพย์ กำลังกายและกำลังใจ ดังนั้นการจัดตั้ง “ศูนย์อาสาสมัครลับแล” นั้นถึงแม้จะเป็นเพียงชั่วคราวแต่อย่างน้อยถือว่าเป็นจุดรวมพลคนอาสาที่จะนำน้ำใจมาช่วยผู้ประสบภัยได้อย่างตรงเป้าหมาย 2) บุคลิกนิสัยส่วนตัวของบุคลากร จากการศึกษายังพบว่า บุคลิกนิสัยส่วนตัวของบุคลากรที่เกี่ยวข้องในโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต“ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” นั้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของโครงการด้วย กล่าวคือ บุคลากรมีความมุ่งมั่น และทุมเทที่จะทำงานให้สำเร็จโดยไม่เหน็ดเหนื่อยหรือห่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากกิจกรรมไม่เอื้อให้หยุดในวันเสาร์อาทิตย์เหมือนงานทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น คือ การทำงานอย่างทุ่มเทของบุคลากรในโครงการยังมีผลสร้างให้เกิดความประทับใจกับอาสาสมัครและผู้ประสบปัญหา รวมทั้งธุรกิจประกอบการค้าในพื้นที่อีกด้วย 3) สภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัยนั้นประกอบอาชีพการทำสวนผลไม้ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลางสาด เงาะ ส้มโอ การทำงานของอาสาสมัครจึงได้รับความสนใจและการดูแลจากชาวบ้านในระดับหนึ่ง ผู้ศึกษาพบว่า ทุกครั้งที่อาสาสมัครลงพื้นที่ปฏิบัติงาน จะได้รับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผลไม้จากชาวบ้านทุกครั้ง ทำให้เกิดความประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ปัจจัยที่เป็นปัญหาต่ออุปสรรคในการดำเนินโครงการ 1) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของอาสาสมัคร เนื่องจากอาสาสมัครที่เป็นนักเรียน นักศึกษาบางกลุ่มขาดทุนทรัพย์สำหรับเป็นค่าเดินทางในการเข้าร่วมกิจกรรม โครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต “ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” นั้นจากข้อมูลพื้นฐานทำให้เห็นว่า อาสาสมัครที่เป็นกำลังสำคัญในการเข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง หากมีการพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกำลังหลัก ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขสำหรับอาสาสมัครกลุ่มนี้ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 2) พาหนะสำหรับใช้ประกอบการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางของอาสาสมัครแต่ละวัน ต้องเสียเวลาในการรอ เนื่องจากทางศูนย์อาสาสมัครไม่มีรถรับส่งอาสาสมัครจำนวนมาก จึงต้องอาศัยการประสานงานจากทหารในการช่วยเหลือรับส่งอาสาสมัครนอกจากนั้นอาสาสมัครบางส่วนมีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางทั้งคืน ทำให้การทำงานในตอนเช้าไม่รู้สึกไม่สดชื่นและความล้าดังกล่าวส่งผลต่อการทำงานอาสาสมัครอีกประการหนึ่ง ความสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้น การดำเนินโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต “ศูนย์อาสาสมัครลับแล จ.อุตรดิตถ์” สามารถเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของอาสาสมัครโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งทุกข์และสุข ความเหน็ดเหนื่อยทำให้เกิดการกระตุ้นเตือนจิตอาสาของแต่ละคน สร้างคุณค่าตัวเอง ทำให้เกิดการเกื้อกูลกันระหว่างอาสาสมัครด้วยกันเอง รวมทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้สึกถึงการสูญเสียของคนในชุมชน และถือว่านี่คือ “ห้องเรียนอาสาสมัครที่ยิ่งใหญ่” ของทุกคนมีส่วนช่วยกันสร้าง นอกจากนั้นกิจกรรมยังก่อให้เกิดการค้นพบความจริงหลายๆ อย่าง โดยกระบวนการที่สำคัญกล่าวคือ 1) กระบวนการขัดเกลาจิตใจของอาสาสมัครทำให้บุคคลในระดับปัจเจกเกิดการเรียนรู้ชีวิตที่กว้างขึ้น ส่งเสริมให้บุคคลเกิดการปรับตัวเพื่อการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและบุคคลอื่น 2)เกิดความรู้สึกเป็นมิตรการใช้ชีวิตร่วมกันทั้งเหน็ดเหนื่อย สนุกสนาน มอมแมม ล้วนเป็นสิ่งที่เอื้อให้เกิดมิตรภาพจากการทำกิจกรรมอันดีงามมีคุณค่านั้นร่วมกันมิตรภาพ ความรู้สึกที่ดีระหว่างบุคคลมีอิทธิพลทางจิตใจกระตุ้นให้เกิดพลังกลุ่มจากความศรัทธาซึ่งกันและกัน 3) เกิดความศรัทธาในความดีงามของตนเองและผู้อื่นเช่น ความเสียสละ ความเมตตากรุณา ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ด้วยการพบเห็น สัมผัสโดยตรงกับบุล กลุ่มบุคคลในกิจกรรม 4) กระบวนการของกิจกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่อาสาสมัคร มูลนิธิกระจกเงาใช้คำว่า การหลอมร้อนและการหลอมเย็น หมายถึง การทำให้อาสาสมัครค้นพบด้วยตัวเองว่างานอาสาสมัครโดยเฉพาะงานลงแรงนั้นเป็นงานที่เหนื่อยแต่ก่อให้เกิดความสุขการติดตั้งความคิดที่สมบูรณ์เหมือนกับการตีดาบซึ่งประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ การหลอมร้อนและการหลอมเย็น ช่วงหลอมร้อน หมายถึง ช่วงที่การทำงานที่ใช้แรงกล้ามเนื้อให้เหงื่อไหล เช่นการจับจอบขุดโคลนในขณะที่ขาถูกโคลนฝังอยู่ครึ่งขา การส่งถังโคลนไปเททิ้งนอกบ้าน การรื้อซากปรักหักพัง รื้อไม้ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่อาสาสมัครจะกอบเกี่ยวความสัมพันธ์กันได้สูงเพราะพวกเค้าได้รับประสบการณ์ความลำบากร่วมกัน และช่วงนี้เองจะทำให้เกิดการขัดเกลาจิตใจของอาสาสมัครโดยไม่รู้ตัว เช่น ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ความปิติจากการให้โดยมีความสุขของผู้รับเป็นสิ่งตอบแทน ช่วงหลอมเย็น หมายถึง การผ่านกระบวนการถอดประสบการณ์เป็นการดึงเอาสิ่งที่อาสาสมัครค้นพบหรือบางคนค้นพบแต่ไม่รู้ตัว มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิด ความรู้สึกเรื่องคุณค่าของแรงกาย แรงใจ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ทั้งสองกระบวนการ จากวิธีการสื่อ การพูดคุยแลกเปลี่ยนทำให้อาสาสมัคร ได้เห็นคุณค่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการดูดซับและเกิดการเรียนรู้ได้อย่างดี บทสรุปและข้อเสนอแนะ กิจกรรมอาสาสมัครในโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤตมีเป้าหมายสำคัญที่และคาดหวังให้เกิดขึ้นเมื่อโครงการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วกล่าวคือเกิดการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่องานอาสาสมัครและการให้ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและบ้านเรือนที่ถูกโคลนทับถมให้ชาวบ้านมีที่พักอาศัยเพื่อ แบ่งเบาปัญหาในการดำเนินชีวิตต่อไป ในส่วนของความสำเร็จของกิจกรรมและการดำเนินงานของโครงการอาสาสมัครในภาวะวิกฤต “ศูนย์อาสาสมัครลับแล” จ.อุตรดิตถ์ นั้นเกิดจากปัจจัยและเงื่อนไขที่สำคัญคือ ลักษณะเด่นของกิจกรรมมี 7 ด้าน ได้แก่1) ลักษณะของกิจกรรมไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะเฉพาะ ทำให้อาสาสมัครไม่จำกัดเพศและวัยก็สามารถร่วมได้ 2) การออกแบบกิจกรรมในวันหยุดและเสาร์-อาทิตย์ มีความสอดคล้องกับ เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของอาสาสมัครทั่วไป 3) ระยะทางไม่ไกลเกินไป มีส่วนทำให้อาสาสมัครไม่ต้องทนเมื่อยกับการเดินทาง 4) กิจกรรมมีพลวัตรของการปรับปรุงกล่าวคือมีการปรับงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น 5) กิจกรรมมีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ 6) กิจกรรมมีความเชื่อมโยงกับชุมชน และ 7) กิจกรรมเป็นสื่อเชื่อมโยงถึงความทุกข์ สุขของคนสองกลุ่มได้เป็นอย่างดี การออกแบบกิจกรรมดังกล่าวยังมีการพาอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากพื้นที่สึนามิมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่งผลให้เกิดกำลังใจในการต่อสู้กับสภาวะสูญเสีย ด้วยเหตุผลเป็นผู้ประสบภัยเหมือนกันกลุ่มนี้จะเข้าใจในสภาวะของความสูญเสียเขามาเยียวยาดูแลกัน ในด้านของอุปสรรคต่อการดำเนินงาน คือ1) อาสาสมัครที่เป็นนักเรียน นักศึกษา บางกลุ่มขาดทุนทรัพย์สำหรับเป็นค่าเดินทางในการเข้าร่วมกิจกรรม 2) การเดินทางของอาสาสมัครแต่ละวัน ต้องเสียเวลาในการรอ เนื่องจากทางศูนย์อาสาสมัครไม่มีรถรับส่งอาสาสมัครจำนวนมาก จึงต้องอาศัยการประสานงานจากทหารในการช่วยเหลือรับส่งอาสาสมัคร นอกจากนั้นอาสาสมัครบางส่วนมีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางทั้งคืน ทำให้การทำงานในตอนเช้าไม่รู้สึกไม่สดชื่นและส่งผลต่อการทำงานอาสาสมัคร ปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการและมีส่วนทำให้เกิดความสำเร็จคือ กิจกรรมมีลักษณะเด่น ที่หลากหลาย การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ของโครงการ บุคลากรโครงการมีความมุ่งมั่น อดทนต่อการทำงาน การทำงานและการติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของอาสาสมัครเอื้อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และนอกจากนั้นปัจจัยภายนอกของสังคมไทยยังมีกระแสความสนใจงานอาสาสมัครอยู่และเมื่อรวมหลายปัจจัยจึงทำให้งานของโครงการประสบความสำเร็จอยู่ในเกณฑ์ดี
|
|||
| ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น. |









