| การปรับกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรมสู่ความสมานฉันท์ |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator | |||||||||||
| วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๖:๐๖ น. | |||||||||||
|
การปรับกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรมสู่ความสมานฉันท์ ดร.อารีนา เลิศแสนพร* บทนำ บทความนี้มีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอการปรับกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีลักษณะพลวัตรและกระแสการพัฒนายุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า อาชญากรรมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคม ในแต่ละประเทศจะมีระบบกระบวนการยุติธรรมเป็นของตนเอง เพื่อความปลอดภัยของสังคม (Fagin,2005:p.50) ดังนั้นการลงโทษผู้กระทำความผิด ที่มีแนวคิดปรัชญา และวัตถุสงค์หลักของกระบวนยุติธรรมกระแสหลัก(Conventional Criminal Justice) ที่ต้องการนำ “ผู้กระทำผิด” มาลงโทษ บนพื้นฐานการแก้แค้นทดแทน การข่มขู่ด้วยจุดประสงค์ของการลงโทษ และการป้องกันสังคมส่วนรวม ซึ่งยังคงเป็นกระแสหลักที่จำเป็นในสังคมผ่านระบบกระบวนการยุติธรรม ในขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวในวงการกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมด้มีความพยายามปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรมภายใต้แนวคิด และหลักการเรื่องความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ หรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์( Restorative Justice) ซึ่งเป็นการอำนวยความยุติธรรมที่มีการคำนึงถึงเหยื่อ หรือผู้เสียหาย และมีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนรับรู้และร่วมกันแก้ไขเยียวยาผู้เสียหาย หรือเหยื่อ โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการฟื้นฟูความเสียหายหรือผลกระทบจากการกระทำให้ทุกฝ่ายที่ได้รับผลร้ายซึ่งรวมทั้ง “ผู้เสียหาย” หรือ “เหยื่ออาชญากรรม” “ผู้กระทำผิด” และ “ชุมชน” เพื่อให้มีการชดใช้ การแก้ไขฟื้นฟู และกลับเข้าสู่สังคมทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และสมานฉันท์ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีเมตตา มีความเอื้ออาทรและให้อภัย นอกจากนี้การสร้างเครือข่ายในชุมชน และการอยู่อย่างเพียงพอจะเป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ การปรับกระบวนทัศน์ เป็นปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดนวตกรรมใหม่ๆในสังคม เพราะในทัศนะของ Kuhn (1970,p.175 อ้างในจุฑารัตน์ เอื้ออำนวย,2548,น.31) กระบวนทัศน์(Paradigm) คือ “องค์ประกอบของผลที่สร้างขึ้นจากความเชื่อ คุณค่า เทคนิค ฯลฯ เป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมเห็นพ้อง และใช้ในการนิยามปัญหาและข้อสรุปว่าถูกต้องและการย้ายกระบวนทัศน์ (Paradigm shifts) ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆครั้ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง “ไปสู่ความจริง” แต่อย่างใด หากแต่เป็นการเปลี่ยน “โลกทัศน์” เป็นการเปลี่ยน “วิธีการมองโลก” ในทางอาชญาวิทยา (Babak Gregg,1988,p.13 อ้างใน จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย,2548,น.32) เรียกกระบวนทัศน์ว่าเป็น “ตัวแบบของการควบคุมฐานคติ” ทั้งนี้ระบบของกฎหมายอาญามีกรอบทัศนะแตกต่างกันเป็น 2 แนวทาง แนวคิดฝ่ายหนึ่ง คือ แนวคิดฝ่าย “ความยุติธรรมเน้นการลงโทษ” (Punitive Justice) เชื่อว่ากฎหมายอาญาควรมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง คือ แนวคิดฝ่าย “ความยุติธรรมเน้นการชดใช้ค่าเสียหาย” (retributive justice) เชื่อว่าระบบกฎหมายส่วนใหญ่ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อ วัตถุประสงค์ทั้งสามประการนี้มีเจตนารมย์ที่จะลดอันตรายในการมีความสัมพันธ์กับผู้กระทำผิดภายหลังจากที่อาชญากรรมได้ทำให้อารมณ์และความ รู้สึกที่ดีงามเสียไป และอาจได้รับ “การชดใช้ค่าเสียหาย” (retributive) คืนกลับมา (Lenman and Parker,1980,อ้างใน จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย,2548,น.33) จากแนวคิดดังกล่าว นำมาสู่การอำนวยความยุติธรรมใน 2 กระแส คือกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (conventional Criminal Justice) และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ( Restorative Justice) ดังนี้ (กิตติพงษ์ กิตยารักษ์,2545,น.10)
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีลักษณะพลวัตรและกระแสพัฒนายุคโลกาภิวัตน์เป็นที่ประจักษ์ว่าการลงโทษผู้กระทำผิดภายใต้แนวคิดปรัชญาและวัตถุประสงค์หลักของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (Conventional Criminal Justice) ที่มุ่งเน้นการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งตั้งอยู่บนทฤษฎีที่ว่า การกระทำผิดอาญาถือเป็นการละเมิดต่อรัฐ จึงจำเป็นต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยหวังว่าการลงโทษจะนำไปสู้การปรับพฤติกรรมของผู้กระทำผิด ให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม และสร้างความยับยั้งชั่งใจให้กับสมาชิกในสังคมโดยรวมที่จะไม่เอาอย่าง ด้วยวิธีการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งกฎหมาย คือข้อบังคับของผู้ซึ่งมีอำนาจ ในบ้านเมือง กฎหมายของรัฐสมัยใหม่มีผลกระทบตามมา 4 ประการ คือ
วิธีการคิดดังกล่าวทำให้ กฎหมายกลายเป็นเรื่องของอำนาจที่แยกตัวออกจาก "ความยุติธรรม ความชอบธรรม และศีลธรรม" อันดีงาม และความสัมพันธ์ของกระบวนการยุติธรรมเป็นความสัมพันธ์เชิงระบบโดยที่ความสัมพันธ์ของกระบวนการยุติธรรม สังคม และอาชญากรรม มีลักษณะแผนภูมิดังนี้(http://www.suvinai-dragon.com) จากแผนภาพดังกล่าว เป็นเครื่องบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่า การบริหารงานยุติธรรมเป็นระบบที่แยกส่วน ส่งผลให้ขาดเอกภาพไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้สอดประสานกันได้ ผลกระทบดังกล่าวปรากฏรูปร่างของปัญหาที่ชัดเจน คือ ปริมาณคดีความได้เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่หน่วยงานแต่ละหน่วยต่างก็พยายามทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเฉพาะหน่วยงานของตน โดยไม่พยายามรับรู้ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของกระบวนระบบงานยุติธรรมทั้งระบบ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจึงมีความเคลื่อนไหว ในวงการกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้มีความพยายามเปลี่ยนกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรม โดยได้มีการนำเสนอหลักการเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ที่มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการควบคุมของรัฐเท่านั้น แต่พิจารณาการกระทำผิดทางอาญากว้างไกลกว่านั้น โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย และชุมชน คำว่า “Restorative Justice” (กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์) เป็นคำที่สหประชาชาติกำหนดความหมายว่า หมายถึง “การอำนวยความยุติธรรมที่ต้องการทำให้ทุกฝ่ายซึ่งได้รับผลจากกระทบจากอาชญากรรมได้กลับคืนสู่สภาพดีเช่นเดิมอันเป็นการสร้าง ‘ความสมานฉันท์ในสังคม’ เป็นเป้าหมายสุดท้าย” ดั่งจะเห็นได้ว่าการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย เนื่องจากในปัจจุบันมีปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่ปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดี กระบวนยุติธรรมจึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยฟื้นฟูระบบความยุติธรรมเชิงจารีต ให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกเพื่อเพิ่มช่องทางการอำนวยความยุติธรรมที่ประชาชนมีส่วนร่วม และพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่คำนึงถึงผู้เสียหายหรือเหยื่อ โดยในขั้นเริ่มต้นได้มีการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ ในรูปแบบ Victim – Offender Mediation ในการทำงานและเรียกชื่อเป็นภาษไทยว่า “ การประชุมประสานสัมพันธภาพ” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มอย่างน้อยสองฝ่ายคือผู้เสียหายและเครือข่าย (victim’s network) และผู้กระทำผิดและเครือข่าย ( Offender’s network) สำหรับชุมชนนั้นสามารถเข้าร่วมประชุมกลุ่มได้ฐานะ indirect victim (จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย,2549 น.22-23) ทั้งนี้กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นแนวคิดการชดใช้เยียวยาเหยื่ออาญชกรรม โดยผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลในการปรับเปลี่ยนมิติใหม่ในกระบวนทัศน์การทำงานของกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้การใช้กระบวนวิธีเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice Process) เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าบุคคลทั้งสองฝ่าย โดยบุคคลที่สามเข้ามาเป็นผู้สมานฉันท์ ประสานการจัดการให้เกิดเวทีที่บุคคลทั้งสองฝ่ายซึ่งขัดแย้งกัน ได้มีโอกาสพบปะกันเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันเอง โดยทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มี “อำนาจ” และใช้ “อำนาจ ในการ ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทระหว่างกัน การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม นับได้ว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ที่มุ่งเน้นการขยายโอกาสให้ผู้เสียเปรียบในสังคมได้มีโอกาสได้รับความยุติธรรมง่ายขึ้น และส่งเสริมบทบาทชุมชนในการระงับข้อพิพาทและลดปริมาณคดี โดยประชาชน ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการอำนวยความยุติธรรม และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม หัวใจสำคัญของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คือ การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข (social harmony) ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด รวมทั้งชุมชนในกรณีที่ชุมชนเป็นผู้เสียหายทางอ้อมและ/หรือผู้กระทำความผิดทางอ้อมด้วย ส่วนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นการปฏิบัติที่นำไปสู้ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ กล่าวกันอยู่เสมอว่ากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่อาจใช้กับกระบวนการยุติธรรมอาญา Dan Van Ness (2002) ได้อธิบายกระบวนการยุตธรรมเชิงสมานฉันท์ได้ 4 รูปแบบคือ ดังนั้นการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในสังคมจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทด้านการควบคุมทางสังคม ความปลอดภัยของสังคม และต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าประชาชนมีศักยภาพในการอำนวยความยุติธรรมแก่กันและแก่ชุมชนได้ โดยที่กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์(Restorative Justice) เป็นวิธีการที่ใช้ทฤษฎีอาชญาวิทยาแนวสันติวิธี (peacemaking criminology) และอยู่ภายใต้กระบวนทัศน์การไม่ใช้ความรุนแรง (non-violence paradigm) ที่สังคมโลกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างสมดุลกับความรุนแรงและความขัดแย้งในสังคม (http://www.polsci.chula.ac.th) เรื่อง การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์(Restorative Justice and the Treatment of Offenders)) โดยนัยดังกล่าว กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ จึงมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ ประการแรก อันตรายที่เกิดแก่เหยื่อและชุมชนนั้นเกิดขึ้นจากผู้กระทำผิด ผู้กระทำผิดจึงควรรับผิดชอบในการชดใช้เยียวยาแก่เหยื่อและชุมชนที่ตนกระทำการล่วงละเมิดให้มากที่สุดเป็นความสำคัญลำดับแรก จากนั้นค่อยพิจารณาความผิดต่อกฎเกณฑ์ของรัฐเป็นประเด็นสำคัญตามมา ประการที่สอง กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เน้นปฏิสัมพันธ์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างเหยื่อ-ผู้กระทำผิด-ชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมและควรรับผิดชอบโดยตรงต่อการเกิดอาชญากรรมนั้นๆ ซึ่งไม่มีนัยใดบ่งบอกว่ากระบวนการยุติธรรมตามธรรมเนียมที่ดำเนินการโดยบุคลากรมืออาชีพต่างๆนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ดีไปกว่า “เหยื่อ” และ “ชุมชน” แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการมอบอาญาสิทธิ์ให้กับ “เหยื่อ” ในการแก้แค้นทดแทนต่อ “ผู้กระทำผิด” กันเองโดยตรงโดยปราศจากการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และไม่ได้หมายความว่าถ้า “เหยื่อ” เลือกที่จะใช้วิธีการเชิงสมานฉันท์นี้แล้วเหยื่อจะเป็นผู้แสดงบทบาท “ความเป็นต่อ” ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ แต่วิธีการเชิงสมานฉันท์เป็นวิธีการที่ยอมรับบทบาทการมีส่วนร่วมของเหยื่อในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการยุติธรรมเป็นสาระสำคัญ ประการที่สาม ชุมชนที่เคยมีบทบาทความสำคัญเฉพาะต่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดตามวิธีการปฏิบัติต่อ “คน” โดย “ไม่ใช้คุก” จะได้รับการเสริมบทบาทและมีเวทีแสดงออกถึงบทบาทในเชิงเยียวยาแก่ฝ่ายของ “เหยื่อ” เพิ่มขึ้นด้วย การมีเวทีแสดงออกของชุมชนต่อเรื่องนี้ไม่เป็นเพียงจะทำให้ชุมชนเรียนรู้และเข้าใจว่า “ความยุติธรรมและกระบวนการที่นำไปสู่ความยุติธรรม” ทำหน้าที่อย่างไรเท่านั้นยังทำให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนและสามารถเรียนรู้ที่จะดำเนินขั้นตอนกระบวนการตามลำดับเพื่อแก้ไขปัญหานั้นร่วมกันในชุมชนด้วยตนเอง ความยุ่งยากและข้อสังเกตที่พึงระวังจึงอยู่ที่การเลือกคนกลางซึ่งเป็นผู้แทนชุมชนที่เหมาะสมจะทำหน้าที่นี้ในวิธีการเชิงสมานฉันท์เพราะในอดีตที่ผ่านมารัฐได้เข้ามาทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมแทนอย่างเบ็ดเสร็จจนทำให้ผู้นำและผู้เหมาะสมจะเป็นผู้นำทำหน้าที่เหล่านี้ขาดช่วงชั้นลงหรือถ้ามีก็ขาดทักษะและข้อมูล ความรู้ตลอดจนทรัพยากรที่สามารถรับบทดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างทันท่วงที ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของผู้กระทำผิดในกระบวนการยุติธรรมตามแบบของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นบทบาทการมีส่วนร่วมเชิงบวกในฐานะผู้กระทำ (แสดงความรับผิดชอบของตน) มากกว่าส่วนร่วมเชิงลบในฐานะผู้ถูกกระทำ (ถูกลงโทษ) และบทบาทการมีส่วนร่วมที่เป็นผู้แสดงความรับผิดชอบเองดังกล่าวนี้ได้ช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดความรู้สึกที่ว่าเป็น “คน” มี “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ทั้งยังกล้าหาญที่จะทำการผูกพันตนเองเข้ากับรูปแบบวิธีการและเงื่อนไขการชดใช้เยียวยาที่ผู้กระทำผิดเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมกับเหยื่อและชุมชนสร้างขึ้นในกระบวนการของการสมานฉันท์อีกด้วย ประการที่ห้า การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยวิธีการเชิงสมานฉันท์ทำให้ความรับผิดชอบ (accountability) ของผู้กระทำผิดต่อการกระทำผิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เข้าใจกันว่า “ความรับผิดชอบ” คือ พฤติกรรมของการก้มหน้ายอมรับโทษทัณฑ์ที่กำหนดไว้ ไปสู่ “ความรับผิดชอบ” ของผู้กระทำผิดที่มีความหมายว่า ยอมรับต่อการเข้าถึงข้อสรุปของอันตรายที่เกิดขึ้น ยอมรับสภาพว่าตนได้กระทำและกระทำพฤติกรรมเชิงบวกเพื่อแก้ไข บูรณาการสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้น และที่สำคัญยิ่งคือ ความรับผิดชอบตามรูปแบบนี้มีลักษณะเป็น “สิ่งที่เหยื่อกำหนด” (victim-focused) มากกว่า “สิ่งที่ผู้กระทำผิดกำหนด” (offender-focused) ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่พัฒนาไปอีกระดับหนึ่งโดยรวมเอาความเห็นอกเห็นใจเหยื่อและความเข้าอกเข้าใจว่าการกระทำนั้นทำอันตรายต่อเหยื่อมากน้อยเพียงใดเข้าไว้ด้วยกันการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จึงเป็นวิธีการที่คิดนอกกรอบกำแพงคุก โดยเน้นการให้ความสำคัญต่อเหยื่อและชุมชนและการยกระดับความรับผิดชอบของผู้กระทำผิดให้ชัดเจนตรงประเด็นต่อปัญหาอาชญากรรมในสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไม่ใช่ยาวิเศษที่ใช้ได้ดีในทุกกรณีหรือทุกหนแห่งในโลก การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ต้องคำนึงถึงความจำกัดดังต่อไปนี้ด้วย กล่าวคือ
ฐานคิดของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในการชดใช้ การแก้ไขฟื้นฟู และการกลับเข้าสู่สังคม ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสมานฉันท์ จำเป็นต้องมีการเตรียมชุมชน การสร้างเครือข่ายในชุมชนการมีกรอบแนวคิดอยู่อย่างพอเพียง จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน ให้เกิดการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาใช้ในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีเมตตา มีความเอื้ออาทร และให้อภัย ดังนั้น การเตรียมชุมชน และการสร้างเครือข่ายในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ โดยนัยของการสร้างเครือข่ายในชุมชน คือ การที่คนมาพบกัน มาประชุมกัน และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกัน เพราะมีสิ่งที่ยึดโยงใจระหว่างสมาชิกเข้าด้วยกัน คือ สัมพันภาพของสมาชิกในเครือข่าย โดยบุคคลต้องจำเป็นให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างกันบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในด้านต่างๆโดยเฉพาะด้านโอกาสในการสื่อสารการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสาร และการตัดสินใจในเรื่องต่างๆร่วมกัน ความหมายของเครือข่ายที่ลึกซึ้งอีกระดับหนึ่งว่า คือการเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แล้วขยายผลออกไปเป็นวงกว้าง เพื่อให้สังคมเกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และในการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์นั้น จะเป็นความสัมพันธ์ย้อนกลับในเชิงบวก ที่จะส่งผลให้เกิดพลังทวีคูณ ( reinforcing ) เกิดการขยายผลแบบก้าวกระโดด (quantum leap ) เป็นพลังสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนคุณภาพอย่างฉับพลัน ( emergence ) โดยเป้าหมายที่ปรารถนาในการสร้างเครือข่าย คือ การนำเอาจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์ของมนุษย์มาถักทอ เชื่อมโยงกัน ซึ่งการสร้างเครือข่ายนั้นสามารถพิจารณาได้จากระบบสิ่งมีชีวิต ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้นจะต้องสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่ายและมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา (ลองผิด-ลองถูก )โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการสื่อสารจะต้องเข้ามามีบทบาทความสำคัญในการสร้างเครือข่าย (ปาริชาติ สถาปิตานนท์ และชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ,2546, อ้างในพระมหาสุทิตย์ อาภากโร,2547,น. 38-39) นอกจากนี้ เครือข่ายยังเป็นเครื่องมือทางสังคมในรูปแบบของประชาสังคมที่ผู้คนในสังคมมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีจิตสำนึกร่วมกัน มารวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน หรือภาคสังคม ( ประชาชน ) ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนกัน (partnership) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ ด้วยความรัก ความสมานฉันท์ ความเอื้ออาทรต่อกัน ภายใต้ระบบการจัดการ โดยมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายและประชาคม โดยผลสัมฤทธิ์ของความเป็นเครือข่ายคือ ความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต่อเนื่องการเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหาเกิดการพึ่งพาตนเองเกิดการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นเกิดกระบวนการผลักดันเชิงนโยบาย เกิดอำนาจหรือพลัง ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าเครือข่ายเป็นสิ่งที่มีความหมายในเชิงคุณค่าทางสังคมเป็นการสนับสนุนทางสังคมที่สำคัญ และเป็นฐานคิดที่สำคัญของชุมชนในการอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้การสร้างโอกาสให้มีการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในสังคมที่มีการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดโดยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรมสู่ความสมานฉันท์ จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง “ไปสู่ความจริง” แต่อย่างใด หากแต่เป็นการเปลี่ยน “โลกทัศน์” เป็นการเปลี่ยน “วิธีการมองโลก” เป็นการปรับกระบวนทัศน์ของการอำนวยความยุติธรรมที่เป็นตัวแบบของการควบคุมฐานคติในเชิงอาชญาวิทยา ซึ่งเป็นฐานคติของระบบงานยุติธรรมที่มีรูปลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากฐานคติเดิมซึ่งเน้นการลงโทษเป็นอันดับแรก ให้มีการใช้เรื่องของการแก้ฟื้นฟูในชุมชน และมีรูปลักษณ์ที่เน้นการป้องกันอาชญากรรมในชุมชนเป็นหลัก ใช้การเยียวยาเหยื่อ-การแก้ไขฟื้นฟูในชุมชนและการเสริมพลังแก่ชุมชน แต่อย่างไรก็ตาม การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ จำเป็นต้องคำนึงถึงค่านิยมของคนในชุมชนที่จะต้องอยู่อย่างเพียงพอ พร้อมกับการเป็นสังคมที่มีเมตตา มีความเอื้ออาทรและให้อภัย เพื่อความยั่งยืนของการปรับกระบวนทัศน์การอำนวยความยุติธรรมสู่ความสมานฉันท์ บรรณานุกรม กิตติพงษ์ กิตยารักษ์. “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: หลักการและแนวคิด” ใน กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: ทางเลือกใหม่สำหรับกระบวนการยุติธรรมไทย, กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย,2545. จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. “ทบทวนการจัดกระบวนงานศาลยุติธรรมไทยในบริบทของแนวโน้มอาชญากรรมยุคโลกาวัตน์ ใน การจัดการปกครอง.(Governance) รวมบทความจากการประชุมทางวิชาการ ในวาระครบ 50 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล บรรณาธิการ, 2543. จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์:การปรับกระบวนทัศน์กระบวนการยุติธรรมไทย. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2548. พระมหาสุทิตย์ อาภากโร(อบอุ่น). เครือข่าย: ธรรมชาติ ความรู้ และการจัดการ.ปาริชาติ วลัยเสถียร บรรณาธิการ.กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2547. สุวัจฉรา เปี่ยมญาติ และอังคณา บุญสิทธิ์. “การคุ้มครองเด็กและเยาวชนในกระบานการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ใน การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่4 “การพัฒนากระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน, ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี.นนทบุรี, 4-5 กันยายน 2549. Fagin,A. James , Criminal Justice 2005 update East Stroudsburg: University of Pennsylvania.,Person Education. Inc. 2005. http://www.polsci.chula.ac.th
|
|||||||||||
| ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น. |









