| การดูงานด้านคนพิการ ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator | |
| วันเสาร์ที่ ๐๙ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๕:๐๗ น. | |
|
รายงานการศึกษาดูงานด้านคนพิการ ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์
ใน ปี 2547 เป็นปีที่มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เนเธอร์แลนด์ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 400 ปี สัมพันธไมตรี ไทย – เนเธอร์แลนด์ รัฐบาลไทยได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อฉลองวาระดังกล่าวในไทย โดยเมื่อวันที่ 19 -23 มกราคม 2547 สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการพร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมารแห่งเนเธอร์แลนด์ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นับเป็นการเปิดศักราชแห่งการฉลองและเป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เนเธอร์แลนด์มีระบอบการเมืองการปกครองคล้ายกับประเทศไทย กล่าวคือ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นผู้แต่งตั้งผู้สรรหานายกรัฐมนตรี ในทางการบริหาร คณะรัฐมนตรี เป็นผู้กำหนดและดำเนินนโยบายบริหารประเทศตามความไว้วางใจของรัฐสภา รัฐมนตรีไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐสภาในคราวเดียวกันได้ ในด้านนิติบัญญัติ รัฐสภาเนเธอร์แลนด์ ประกอบด้วย 2 สภา คือ วุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และสภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ขณะที่วุฒิสภามีหน้าทีพิจารณาร่างกฎหมายซึ่งเสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีความร่วมมือทางวิชาการกับรัฐบาลไทยในลักษณะการให้ทุนการศึกษา และฝึกอบรมแก่นักเรียนไทยตั้งแต่ปี 2515 รวมทั้งมีความร่วมมือทางด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอูเทรค ตั้งแต่ปี 2536 โดยมีสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ เมื่อ วันที่ 6 ตุลาคม 2546 ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีได้ทรงลงพระนามในความตกลงทั่วไปว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษา และวิทยาศาสตร์ระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์กับมหาวิทยาลัยอูเทรค และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการวิจัยและการศึกษาทางด้านพิษวิทยา ระบาดวิทยา และการประเมินความเสี่ยง ระหว่างมหาวิทยาลัยอูเทรค และโครงการบัณฑิตศึกษาด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการจัดการสิ่งแวดล้อม ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ความตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการติดต่อและแลก เปลี่ยนความร่วมมือโดยตรงระหว่างสถาบันทั้งสี่แห่ง โดยจะร่วมมือด้านการศึกษาและการวิจัยในสาขาพิษวิทยา สาขาระบาดวิทยา และการประเมินความเสี่ยง ซึ่งรูปแบบของความร่วมมือจะเป็น ในลักษณะของการจัดกิจกรรมร่วมกันในโครงการบัณฑิตศึกษา แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้งสิ่งตีพิมพ์ ผลงานวิจัย และอุปกรณ์เครื่องมือ รวมทั้งแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัย นักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก และโครงการวิจัยต่าง ๆ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน อีกทั้งยังมีระบอบการเมืองการปกครองที่คล้ายกัน และมีความร่วมมือทางวิชาการด้านการศึกษา การฝึกอบรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยที่เป็นทางการอยู่แล้ว มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติซึ่งได้ร่วมกันจัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาความพิการเชิงสังคม” และกำลังร่วมมือกันทำการวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการออมเพื่อคนพิการในระบบสวัสดิการชุมชน : กรณีศึกษาการเข้าถึงกองทุนสวัสดิการชุมชนของคนพิการ” จึงได้ประสานงานกับ Dutch Coalition on Disability and Development (DCDD) ให้เป็นผู้จัดการศึกษาดูงานด้านการจัดสวัสดิการสำหรับคนพิการให้ โดยเน้นนโยบายของภาครัฐที่มีต่อคนพิการ การจัดตั้งกองทุนเพื่อสวัสดิการของคนพิการ และบทบาทของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของคนพิการว่ามีการดำเนินการอย่างไร เพื่อนำมาปรับใช้ในการจัดระบบสวัสดิการสังคมสำหรับคนพิการในประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไป โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้เชิญเลขาธิการ และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ เข้าร่วมด้วย 2. วัตถุประสงค์ 4. กำหนดการดูงาน วันที่ 28 มิถุนายน 2554 5. ข้อมูลที่ได้จากการดูงาน ปัจจุบัน DCDD มีอาสาสมัครอยู่ประมาณ 200 คน และได้ขยายการทำงานด้านคนพิการไปยังประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยการยึดมั่นในสิทธิที่เท่าเทียมกัน DCDD ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรพัฒนาทั้งในประเทศเนเธอร์แลนด์ รัฐบาล และภาคเอกชน และจากองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งมีรายได้จากสมาชิกอีกด้วย DCDD มีจดหมายข่าว และมีสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีประโยชน์ต่อการมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อคนพิการเป็นอย่างมาก และมี website ที่ให้ข้อมูลกิจกรรมของ DCDD ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.dcdd.nl ในปัจจุบัน DCDD กำลังรณรงค์ให้ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of People with Disabilities - CRPD) และเร่งรัดให้มีการบรรจุประเด็นคนพิการปรากฏและได้รับการปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ(Millennium Development Goals - MDG) ซึ่งต้องทำให้บรรลุเป้าหมายในปี 2015 ด้วย 2) บทบาทของ Dutch Council for the Chronically Ill and Disabled ในการรณรงค์ด้านสิทธิคนพิการในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ จากการพูดคุยกับคณะที่มาให้ข้อมูล สรุปได้ว่า DCCD เป็นองค์กรร่ม (Umbrella Organization) สำหรับองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการทั่วประเทศ DCCD มีสมาชิกประมาณ 190 องค์กร ทำหน้าที่ใน 2 ระดับ คือ ในระดับชาติ ทำการต่อรองและเสนอนโยบายด้านคนพิการต่อรัฐบาล และระดับท้องถิ่น สร้างความเข้าใจกับผู้นำท้องถิ่นเสริมพลังคนพิการ และให้คำปรึกษาต่างๆ แก่คนพิการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เทศบาลในแต่ละท้องถิ่นจะมีบทบาทและความรับผิดชอบต่อคนพิการในท้องถิ่นเป็นหลัก โดยจะมีกองทุนสวัสดิการคนพิการซึ่งกำหนดให้มีขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งคนพิการในท้องถิ่นสามารถทำโครงการไปขอทุนได้จากกองทุนนี้ ในอดีตมีคนพิการทำงานอาชีพประมาณ 90,000 คน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 30,000 คน เนื่องจากรัฐมีงบประมาณสนับสนุนน้อยลง กิจกรรมการพิทักษ์สิทธิของคนพิการในระดับท้องถิ่นที่ DCCD ดำเนินการมีหลายรูปแบบ เช่น การรณรงค์ให้ท้องถิ่นที่ให้สร้างห้องน้ำให้คนพิการใช้ได้ โดยการเจรจา แต่ไม่ได้ผล จึงให้คนพิการรวมตัวกันไปปัสสาวะหน้าโบสถ์ หรือการที่คนพิการไม่สามารถเข้าไปใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะได้เพราะเครื่องโทรศัพท์อยู่สูงก็เช่ารถเครนยกวีลแชร์ขึ้นไปโทรศัพท์ แล้วเผยแพร่เรื่องเหล่านี้สู่สาธารณะทำให้ท้องถิ่นต้องหันมาให้ความสนใจและดำเนินการตามที่คนพิการต้องการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานLobby นักการเมืองทุกระดับและนักกฎหมายที่ทำงานด้านการพิทักษ์สิทธิ ในระดับนโยบาย ที่ทำงานโดยตรงกับรัฐ เพื่อให้มาสนใจ ช่วยเหลือ หรือมาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนพิการ รวมทั้งการสร้างความรับรู้ประเด็นความพิการให้รัฐบาลท้องถิ่น คณะดูงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ DCCD จนถึงเวลา 15.30 น. หลังจากนั้นได้เดินทางต่อไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัมโดยทางรถไฟ โดยมีนัดหมายพบกับ Karuna Foundation และ Gushi Foundation ในเวลา 20.00 น. ที่ร้านอาหารในสถานีรถไฟในกรุงอัมสเตอร์ดัม 3) บทบาทของ Karuna Foundation และ Gushi Foundation Mrs. Betteke de Gaay Fortman ผู้อำนวยการKaruna Foundation ให้ข้อมูลว่า Karuna Foundation ก่อตั้งโดยนักธุรกิจชาวดัชท์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนพิการมีสุขภาพที่ดี Karuna Foundation มีพื้นที่การทำงานในประเทศเนปาล เน้นการใช้ Community Based Rehabilitation – CBR เป็นเครื่องมือในการทำให้คนพิการได้รับการดูแลโดยชุมชน โดยร่วมมือกับรัฐบาลเนปาลและผู้นำชุมชนในการป้องกันและฟื้นฟูสมรรถนะของคนพิการด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชน วางแผนร่วมกับชุมชน พัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง และทำโครงการฟื้นฟูคนพิการในชุมชน โครงการป้องกันความพิการ และการดูแลสุขภาพ โครงการสร้างหลักประกันของชุมชน โครงการสร้างรายได้ให้กับคนพิการและครอบครัว และจัดตั้งกองทุนสุขภาพของคนในชุมชน โดยกองทุนมีรายได้จากรัฐบาลเนปาล คนในชุมชน ผลกำไรจากการจำหน่ายยา และ Karuna Foundation ร่วมสมทบในปีแรก 50 % ของค่าบริหารจัดการในปีแรก 30 % ในปีที่สอง และในปีที่สาม จะให้การสนับสนุนเฉาะการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเท่านั้น Mrs. Betteke กล่าวว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทำงานเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ (1) ภาวะผู้นำของคนในชุมชน (2) ความสามัคคีในชุมชน และ(3) ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของตำบล Mrs.Marlies van de Kroft ผู้อำนวยการ Gushi Foundation เล่าว่า Gushi Foundation มีพื้นที่ทำงานอยู่ที่ประเทศปากีสถานเป็นประเทศแรก เน้นการสร้างศักยภาพให้กับบุคคลและองค์กรที่ทำงานด้านความพิการ การพัฒนาโครงการ และการให้คำปรึกษา ในการดำเนินงาน Gushi Foundation ใช้วิธีการให้ 3 ภาคส่วนทำงานร่วมกันคือ (1) องค์กรในพื้นที่ (2) Gushi Foundation และ (3) ภาคธุรกิจ/ภาควิชาการ นอกจากการให้ข้อมูลการทำงานของ Gushi Foundation แล้ว Mrs.Marlies ยังให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ ซึ่งองค์กรภาคประชาสังคมมีความรู้สึกคล้ายกันว่า รัฐบาลไม่ได้เร่งรัดและไม่ใส่ใจเท่าที่ควรในการให้สัตยาบรรณต่ออนุสัญญาฉบับนี้ โดยอ้างว่ากำลังปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับคนพิการก็มีลักษณะเป็นเบี้ยหัวแตก โดยถูกแบ่งไปในด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ ด้านการประกันรายได้ อีกทั้งสภาคนพิการแห่งชาติก็ไม่เป็นอิสระเนื่องจากยังคงรับเงินอุดหนุนจากรัฐ 4) นโยบายของ Ministry of Health, Welfare and Sport ต่อคนพิการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง Mr. Ouden กล่าวถึงนโยบายพื้นฐานในการสร้างความเท่าเทียมของเนเธอร์แลนด์นั้นต้องพิจารณาและให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมีมาตรการในการที่จะลดความแตกต่างหรืออำนวยความสะดวกให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอิสระอย่างเสมอภาค โดยได้กล่าวถึงรูปแบบการแพทย์เชิงสังคม (Social Medical Model) ที่จะต้องให้ความสำคัญกับคนพิการเป็นศูนย์กลาง การหาสิ่งชดเชยต่อสภาพความพิการ การดูแลที่มีคุณภาพและการสนับสนุนให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม และรูปแบบเชิงสังคม (Sociological Model) ที่จะต้องให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัย การศึกษา อาชีพ และสุนทรียะในชีวิต ลำดับขั้นของมาตรการ(Hierarchy of measures)ในการสร้างความเท่าเทียมประกอบด้วย นโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความเท่าเทียมของคนทั้งมวล (Inclusive Policy) จะต้องมีการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม ต้องสร้างสังคมที่ปราศจากอุปสรรค ต้องยอมรับความแตกต่าง ต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการเฉพาะอย่างสมเหตุสมผล และการชดเชยต่อสภาพความพิการ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในนโยบายต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน กล่าวคือ ต้องเปลี่ยนจาก เครื่องมือทางนโยบาย(Policy instrument) ที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมของคนทั้งมวล (Inclusive society) จะต้องดำเนินการดังนี้ Mr. Ypma กล่าวถึงกฎหมายสนับสนุนทางสังคมในประเทศเนเธอร์แลนด์อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวถึงโครงสร้างกฎหมายด้านสุขภาพที่แบ่งเป็น การรักษา (Cure) มีกฎหมายหลักประกันสุขภาพ (Healthcare Insurance Act) ที่ครอบคลุมเรื่องการประกันสุขภาพ การฟื้นฟู การให้ยา การเข้ารักษาในโรงพยาบาล การใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ บริการรถพยาบาล และบริการพิเศษสำหรับคนพิการ เป็นต้น และการดูแล (Care) มีกฎหมายหลักประกันการดูแลระยะยาว (Long-term Insurance Act) การบริการพยาบาลประจำที่บ้าน หรือหน่วยบริการพยาบาล บ้านสำหรับผู้สูงอายุ หน่วยงานที่ดูแลคนพิการหรือผู้ป่วยเรื้อรัง การสนับสนุนทางสังคมด้วยกฎหมาย (Social Support Act) เพื่อสร้างหลักประกันให้คนพิการหรือประชาชนทั่วไปสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สามารถร่วมกิจกรรมทางสังคมได้ โดยมีการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย การทำความสะอาดที่อยู่อาศัย การให้คำปรึกษา การมีอาชีพและรายได้ เป็นต้น สุดท้ายคือกฎหมายอื่นๆ (General Laws) ที่เป็นทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการปฏิบัติที่เท่าเทียม การควบคุมราคา การกำหนดคุณภาพหรือการรับรอง สิทธิผู้บริโภค เป็นต้น กฎหมายเหล่านี้เป็นกติกาที่สร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำหรือเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันในสังคม Mr. Ypma กล่าวว่า จะต้องมีการปรับระบบการสนับสนุนทางสังคม โดยพิจารณาถึงความต้องการของประชาชนและใช้การสนับสนุนของเครือข่าย แนวโน้มคือเปลี่ยนจากการสนับสนุนที่เป็นทางการไปเป็นแบบไม่เป็นทางการ (Informal Support) โดยอาศัยเครือข่ายหรือบุคคลในครอบครัวในชุมชนให้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องอาศัยนักวิชาชีพเสมอไปสามารถใช้อาสาสมัครได้ และการสนับสนุนที่เป็นแบบเฉพาะรายบุคคลอาจจะมีการบริหารจัดการที่เป็นกลุ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดภาระทางการเงินและไม่ให้ประชาชนอยู่โดดเดี่ยว สำหรับต้นทุนในการสนับสนุนทางสังคมที่รัฐบาลตั้งไว้เป็นงบประมาณรายปีรวมทั้งสิ้น 4.5 พันล้านยูโร แบ่งเป็นการช่วยเหลือครัวเรือน 1.3 พันล้านยูโร และ สวัสดิการ/การชดเชยความพิการ 3.2 พันล้านยูโร คิดเป็น 5% ของงบประมาณประจำปี 6. บทสรุปของการดูงาน ประเด็นที่สอง ประเทศไทยได้ให้สัตยาบรรณอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ(CRPD)ตั้งแต่ปี 2551 ขณะที่เนเธอร์แลนด์ยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณ โดยให้เหตุผลว่า แนวทางของเนเธอร์แลนด์แตกต่างจากประเทศอื่นที่จะให้สัตยาบรรณเมื่อกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความพร้อม การให้สัตยาบรรณเพื่อให้เกิดเงื่อนไขในการปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานมารองรับ กับการทำให้สิ่งเหล่านี้พร้อมก่อนแล้วจึงให้สัตยาบรรณ แนวทางแบบไหนดีกว่ากัน ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนรายงานคิดว่า การเลือกว่าจะแนวทางใด น่าจะขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจ การตระหนักถึงความสำคัญของคนพิการ และความมั่นใจในการบริหารจัดการของรัฐบาล เป็นประเด็นสำคัญ รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน จะเร่งทำให้ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนโดยเร็ว หากประเทศใดมีรัฐบาลเช่นนี้ ก็นับเป็นโชคดีของคนพิการในประเทศนั้น ประเด็นที่สาม ไทยกับเนเธอร์แลนด์มีความคล้ายกันในสองประเด็นคือ ประเด็นแรก แนวคิดในการคำนึงถึงสิทธิ และการจัดระบบสวัสดิการสำหรับคนพิการของรัฐบาลทั้งสองประเทศ มีความก้าวหน้า แม้เนเธอร์แลนด์จะยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ และประเด็นที่สอง ความรู้ ความเข้าใจต่อสาระสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการของประชาชน และของหน่วยงานในระดับท้องถิ่นของทั้งสองประเทศยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงยังคงมีการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในกลุ่มประชาชนและหน่วยงานของรัฐในระดับท้องถิ่นอยู่มาก ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเกิดความตระหนักถึงสิทธิของคนพิการในวงกว้างให้มากยิ่งขึ้น ประเด็นสุดท้ายคือ การศึกษาดูงานครั้งนี้นำมาปรับใช้ในการศึกษาวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการออมเพื่อคนพิการในระบบสวัสดิการชุมชน : กรณีศึกษาการเข้าถึงกองทุนสวัสดิการชุมชนของคนพิการ” ได้หรือไม่ ผู้เขียนรายงานมีคำตอบว่า นำมาปรับใช้ได้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Model ของเนเธอร์แลนด์ที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นหรือเทศบาลในการดูแลคนพิการค่อนข้างมาก ดังจะเห็นได้จากการมีกฎหมายให้จัดตั้งกองทุนสำหรับคนพิการในระดับท้องถิ่นซึ่งคนพิการสามารถเข้าถึงได้ง่าย น่าจะเป็น Model ที่นำมาปรับใช้กับกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีอยู่ในประเทศไทยจำนวนมากได้ ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยนอกจากควรมีกองทุนสวัสดิการสำหรับคนพิการแล้ว ยังควรให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนในรูปแบบของ Matching Fund โดยยังคงกองทุนสวัสดิการชุมชนไว้ และไปช่วยสร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้นในการดูแลคนพิการในชุมชนซึ่งเป็นการส่งเสริมการพึ่งตนเองของคนในชุมชน สำหรับกองทุนที่อยู่ภายใต้องค์กรปกครองท้องถิ่นควรมีขนาดที่ใหญ่พอสมควรในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนพิการ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คนพิการเข้าถึงและมีส่วนร่วมในสังคมได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ในระดับท้องถิ่นยังเป็นปัญหาอยู่มาก กล่าวโดยสรุป การศึกษาดูงานครั้งนี้นับได้ว่า เกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และเกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการนำข้อมูลและประสบการณ์ของเนเธอร์แลนด์มาปรับใช้ในการศึกษาวิจัยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังจะเกิดเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ของบุคคลและหน่วยงานที่ทำงานด้านคนพิการของทั้งสองประเทศในอนาคตอีกด้วย
|
|
| ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๓:๐๗ น. |









