บทเรียนเกี่ยวกับการวิจัย ปีการศึกษา 2553 PDF พิมพ์ อีเมล
( 1 Vote )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 1807 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๖:๐๖ น.

บทเรียนเกี่ยวกับการวิจัย ปีการศึกษา 2553
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม
**********************************************************************************

อะไรที่เราได้เรียนรู้

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีอายุครบรอบ  20 ปี ในปีการศึกษา  2553  และได้มีการถอดบทเรียนด้านการวิจัยของคณะเป็นครั้งที่ 3 ในเดือนธันวาคม  2553 ณ  ห้องประชุมคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีเกร็ดความรู้และคำถามร่วมกันดังนี้

ผศ. ดร. เสาวนิจ  นิจอนันต์ชัย
กล่าวว่า ตนเองพัฒนาความเชี่ยวชาญในตนเองเรื่องเพศสภาพมาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งการสอน การเขียนตำรา และการวิจัย  การวิจัยได้ร่วมทำวิจัยกับนักศึกษาเรื่องผู้สูงอายุเรื่องการดูแลตนเองและสภาพแวดล้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ  และพัฒนาต่อไปทำที่จังหวัดระนอง  เป็นการทำวิจัยเล็กๆ  รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ในเชิงลึกเรื่องเพศสภาพ แม้จะศึกษาเรื่องผู้สูงอายุก็ยังใช้แนวคิดเรื่องเพศสภาพเป็นแนวทางพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง

ผศ. โสภาอ่อน  โอภาส
กล่าวชื่นชม ผศ. ดร. เสาวนิจว่าเป็นคนที่จับเรื่องอะไรแล้วจับด้วยความสนใจ  มีความคิดเชื่อมโยง และนำมาสู่การเรียนการสอน  ซึ่ง ผศ.โสภาเองปฏิบัติเช่นเดียวกัน คือสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่องต่างๆ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนและได้นำประสบการณ์ใหม่ๆ มาสอนและปรับใช้ในกระบวนการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง  แต่อาจจะมีข้อแตกต่างที่อาจารย์โสภาอาจจะเปลี่ยนประเด็นหรือกลุ่มเป้าหมายเช่น เมื่อก่อนทำวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว และปัจจุบันทำเรื่องแรงงาน  และยังเกี่ยวข้องและทำด้านการจัดการรายกรณี  ที่สำคัญขณะนี้มีความสุขกับการได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติจริงทั้งจากการถอดบทเรียนผู้ปฏิบัติ  และได้มีโอกาสเรียนรู้จากการได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน  จึงเกิดคำถามว่า “การถอดบทเรียนเป็นการวิจัยหรือไม่?”  อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายและประเด็นที่สนใจเรียนรู้ของตนเองทำให้เป็นจุดอ่อนและเพราะทำตนเองให้เสียเวลาไปมาก เพราะบางครั้งก็ถามตนเองว่า  “เราจะเลือกแบบไหน ระหว่างเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ไปตามความสนใจ”
อาจารย์สมศักดิ์  นัคลาจารย์ ร่วมแลกเปลี่ยนว่า อย่างไรก็ตามการทำงานวิจัยต้องมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ที่สำคัญการทบทวนวรรณกรรมต้องทบทวนจากเนื้อหาต้นฉบับจริง

อาจารย์ ดร. จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร
กล่าวว่าผมทำวิจัยไม่ได้มุ่งเน้นว่าจะเจาะจงอะไร แต่ทำอยู่บนพื้นฐานของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เกิดจากคนอื่นขอให้เราทำแล้วเราทำ  ไม่ได้มุ่งหาองค์ความรู้  แต่มุ่งเรื่องการปรับนโยบาย  จงมีความกว้างและหลากหลายในกลุ่มเป้าหมาย ไม่เด่นชัดว่าเราเชี่ยวชาญเรื่องอะไร  เด็กและเยาวชน  คนพิการ  เรื่องสิทธิมนุษยชน  การพัฒนาตัวชี้วัด ทุนทางสังคม บทเรียนคือ การที่เราสามารถทำวิจัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้  อยู่ที่คุณภาพของงาน  เขาคงจะพอเห็นความต่อเนื่อง  มีงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง  มีคนขอให้ไปช่วยเป็นทีม  พยายามใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่  “การเรียนมา......  ทำให้ไปได้ทุกศาสตร์ “ ผมนำมาใช้นำมาใช้ในการเรียนการสอน วิชาที่สอนโดยเฉพาะวิชาประเมินนโยบาย”

รศ. ดร. ขัตติยา  กรรณสูตร
กล่าวในนามผู้อาวุโสและเห็นประสบการณ์จากท่านอื่น  การพัฒนาด้านวิชาการแบบอาจารย์เสาวนิจจะทำให้ Academic rang ดี  แต่แบบอาจารย์จตุรงค์จะไปเรื่อยๆ ทั้งความกว้างและความลึกต่างก็มีส่วนดี  คนที่เก่งมีความสามารถเชื่อมโยงได้ดี สามารถพัฒนาตนเองจากผู้ช่วยศาสตราจารย์เป็นศาสตราจารย์ได้เลย บางครั้งก็แล้วแต่โชค ท่านอาจารย์ณรงค์ หรือหลายท่านทำงานเก่งแต่ก็ไม่ไปถึงศาสตราจารย์  คำถามเวลาจะทำศาสตราจารย์ต้องถามว่าต้องเชี่ยวชาญทางด้านไหน   ทำกว้างจะเป็นเป็ดทางวิชาการ  จะทำให้รู้หลายๆเรื่อง   แนวกว้างแล้วบูรณาการได้จะดีกว่าแนวดิ่ง  แต่คำถามที่ว่าจะได้  ศาสตราจารย์หรือไม่  เราต้องการอัตลักษณ์ อะไรที่เราจะทำเพื่อคณะ  ปัญหาเรายังไม่สามารถระบุ
ในประเด็นนี้ อาจารย์จตุรงค์ ร่วมอภิปรายว่า  อัตลักษณ์ของคณะสร้างได้หลายรูปแบบ แต่หนีไม่พ้น เด็ก  ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส  ผมไม่อยากจำกัดตัวเองอยู่ที่คนพิการ อัตลักษณ์ผมก็เบอร์  จะเชื่อมโยงกับคณะคือการสร้างให้เกิดองค์ความรู้หลายๆเรื่อง  และ อาจารย์ ดร.อารีนา เลิศแสนพร ร่วมอภิปรายว่า จะร่วมสร้างอัตลักษณ์ของคณะเรื่อง competency  โดยจะเน้นเรื่องเด็กและเยาวชน ขณะนี้กำลังทำเกี่ยวกับ case work ซึ่งสามารถทำและเชื่อมโยงได้
การอภิปรายเรื่องถอดบทเรียนด้วยการเกิดคำถามของ

ผศ. โสภา ว่า “การถอดบทเรียน ผู้มีประสบการณ์ได้ Case มาเยอะ  แต่สิ่งที่ทำได้เรียนรู้ในการทำมาใช้ในการเรียนการสอน  การถอดบทเรียนเป็นวิจัยหรือไม่ สิ่งที่เราทำมาถูกทางไหม  วิธีการศึกษาจะเป็นอย่างไร”

อาจารย์นุชนาฎ ยูฮันเงาะ  ร่วมอภิปรายว่า ในคำถามคล้ายๆ อาจารย์โสภา คือ อยากทำวิจัยเรื่องการปฏิบัติ  การวิจัยที่ผ่านมาเน้นเรื่องการปฏิบัติ  แล้วการถอดบทเรียนเป็นการวิจัยหรือไม่

อารย์ ดร. จตุรงค์ 
กล่าว่า การถอดบทเรียนคือการเรียนรู้ของนักปฏิบัติ  ยังไม่เป็นงานวิจัยเต็มรูป มันเรียนรู้ทั้งนักวิจัยและการปฏิบัติได้ ต้องเข้าไปสู่การเรียนรู้ของตัวเราเองและกลุ่มเป้าหมาย  ผมจัดกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ ให้เขาทำรายงาน  คนที่ให้ถอดเขาต้องการแค่ได้รายงาน  การถอดบทเรียนเป็นเรื่องของการเสริมพลัง
 
ผศ. โสภา
กล่าวข้อสงสัยต่อว่า ขณะที่ตนเองมีส่วนร่วมในการถอดบทเรียนกระบวนการทำงานสึนามิ  ของสหทัยมูลนิธิ  ขณะที่ฟังการถอดบทเรียนของผู้ปฏิบัติก็มักจะเอาทฤษฎีมาวิเคราะห์และมองว่ามันเป็นตะวันตก สิ่งที่ทำพบว่าน่าจะเป็นตะวันออกมากว่า

รศ. ดร.ขัตติยา
กล่าว่า  การถอดบทเรียนมันจะเสมอภาคเสมอไปหรือเปล่า  แต่มันน่าจะมีสีสัน โดยที่เราน่าจะมีทุนอยู่บ้าง 

อาจารย์ ดร.จตุรงค์ 
กล่าวว่า ทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลัง การใช้ทฤษฎีไปจับ ตามทฤษฎีที่ว่าไว้ การถอดบทเรียน คือเขาตั้งเป้าหมายแล้วปฏิบัติมันได้หรือไม่ได้ อย่าเอทฤษฎี  หรือ model ไปใส่ให้เขา

ผศ. โสภา ย้ำว่า “แต่เจี๊ยบมักจะนึกถึง Grounded Theory ภายใต้ความคิดและประสบการณ์ที่ดี”

รศ. ดร.ขัตติยา กล่าวว่าถึง เจ้าพ่อ Grounded Theory คือ เปาโรแฟร์  และบอกว่าเราเป็นผู้อำนวยการถอด เมื่อทำการถอดหลายครั้งหลายหน สามารถเอามาบูรณาการณ์ให้เป็นองค์ความรู้ จากบทเรียน 1 , 2, 3,  ได้

ผศ.ดร. เสาวนิจ มันเป็นวิถีชวิต refection ตนเองมีชีวิตการเป็นนักบวช 8 ปี ต้องอ่านประสบการณ์ชีวิตนักบวช อยากเป็นแม่ชี เขามอบงานให้เรื่องผู้หญิงโดยชีวิตไม่เลือก โดยที่เขามอบหมาย ในสิ่งที่เราชอบและพระให้มา ทุกวันนี้ยังต้องทำงานให้สภาในเรื่องนี้

อาจารย์ ดร. จตุรงค์ ในทฤษฎีหลังสมัยใหม่ คัดค้าน grouned theory ถ้าเป็นการรวบรวม  เรียบเรียง สมัยใหม่มองว่าควรไปจับอะไรที่มีอยู่จริง มีอยู่ที่เราจะสมาทารส่วนไหนของทฤษฎีมาใช้งาน  ผมไปในทาง post modern  แต่จุดของผมยังเน้นคือนโยบาย ผมสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ความยากจนมากกว่า 
 
สรุปการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วันนี้ นับว่าบรรลุเป้าหมายการการเสริมพลังซึ่งกันและกัน   เพื่อเป็นการเสริมพลังอย่างต่อเนื่องที่ประชุมตกลงเลือกที่จะเรียนรู้เนื้อหาสารในงานวิจัยในลักษณะ Demand driving ด้วยการหาผู้รู้มานำและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ด้วยประสบการณ์การทำวิจัยส่นใหญ่เป็นการวิจัยประเมินผลแผนงานในระดับต่างๆ ที่ประชุมมีมติเลือก หัวข้อความรู้เรื่อง “การวิจัยตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเชิญ  ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล  มาเป็นผู้นำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

โดย อาจารย์นวลใย  วัฒนกูล
ธันวาคม  2553

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๓:๐๗ น.