| ถอดบทเรียนพัฒนาการกระบวนการกลุ่ม |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator | |||
| วันอาทิตย์ที่ ๐๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔:๐๕ น. | |||
|
พัฒนา โครงการศึกษาเพื่อถอดบทเรียนพัฒนาการของกระบวนการกลุ่มเรียนรู้ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงานเพื่อการคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการ ความเป็นมา โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงานเพื่อการคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (สสร.) ซึ่งเป็นโครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการแรงงานที่จะสามารถลดความรุนแรงของสภาพการณ์ปัญหาต่าง ๆ ของแรงงาน และให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายในการ (1) สร้างความรู้ความเข้าใจ ความเข้มแข็งและความเป็นเอกภาพของขบวนการแรงงาน เพื่อการมีส่วนร่วมและจัดการทรัพยากรทางสังคม สำหรับสร้างเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การมีหลักประกันทางสังคม เพื่อการพึ่งตนเองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (2) พัฒนานโยบายที่คุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต บนฐานการมีส่วนร่วมของแรงงาน และ (3) มีองค์กรหรือสถาบันเพื่อการพัฒนา ติดตามนโยบายและสวัสดิการสังคมแรงงานรองรับการดำเนินงานต่อเนื่อง โครงการสสร.ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้วคณะกรรมการกำกับทิศของโครงการฯได้เสนอให้มีการถอดบทเรียนกลุ่มเรียนรู้หรือกลุ่มสังคมเพื่อนซึ่งเป็นกลไกสำคัญของโครงการฯ วัตถุประสงค์การถอดบทเรียน 1.เพื่อค้นหาบทเรียนหรือประสบการณ์ วิธีการปฏิบัติหรือความรู้ใหม่ที่อยู่ภายในตัวของกลุ่มแรงงานที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมตามยุทธศาสตร์การเรียนรู้ กระบวนการเครือข่าย องค์ความรู้ด้านแรงงานและการพัฒนานโยบายสาธารณะรวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน 2. เพื่อนำประสบการณ์หรือบทเรียนที่ได้จากการดำเนินโครงการและกิจกรรมตามยุทธศาสตร์ไปใช้ใน 1) ขบวนการแรงงาน 2) การพัฒนาวิชาการด้านแรงงานและ 3) การปฏิรูปประเทศไทยผ่านขบวนการแรงงาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา จากกลุ่มเรียนรู้ 71 กลุ่มที่เป็นกลุ่มประชากรทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดปีที่ 2 ของโครงการคณะผู้ถอดบทเรียนได้ร่วมกับ สสร. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง10 กลุ่ม วิธีการถอดบทเรียน 1.วิเคราะห์เอกสาร รายงานของกลุ่มเรียนรู้ที่เป็นกรณีศึกษา รวมถึงแบบบันทึกรายงานของแต่ละกลุ่มศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการจัดกระบวนการถอดบทเรียนจากกลุ่มเรียนรู้ 2.การเล่าเรื่องผ่าน แผนที่ความคิด( MIND MAP ) เพื่อให้เข้าใจและวิเคราะห์เนื้อหาสาระเบื้องต้นของกรณีศึกษาตัวอย่าง 3.กระบวนการเรียนรู้กับ AAR (After Action Review) การประยุกต์ใช้ AAR ในโครงการที่มุ่งหวังการเรียนรู้ผ่านประการณ์ (Learn Through Experience) โดยการถอดบทเรียนจะทำความเข้าใจในวงจรของกระบวนการเรียนรู้ (Knowledge Management) 4.การถอดบทเรียนที่จะนำไปใช้ในการปฏิรูปประเทศไทยผ่านขบวนการแรงงาน โดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Groupของผู้เชี่ยวชาญประมาณ 10 คน ข้อค้นพบจากการถอดบทเรียน 1.การสร้างกลุ่มเรียนรู้ ในการดำเนินงานจนเกิดผลเชิงรูปธรรมดังระบุข้างต้น โดยเน้นการสร้างกลุ่มเรียนรู้ และกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานทั้งการสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย และร่วมกันเสนอนโยบาย ฯลฯ ทั้งนี้เกิดจากการที่ สสร. ได้จัดกระบวนการในการสร้างกลุ่มสังคมเพื่อน จนเกิดเครือข่ายสังคมเพื่อน และเครือข่ายแรงงานจนสามารถสรุปเป็นยุทธศาสตร์ที่ สสร.ดำเนินการต่าง ๆ ได้เป็นผลสำเร็จ คือ 1. ปัจจัยด้านกระบวนการ กระบวนการในการพัฒนากลุ่มสังคมเพื่อนที่สำคัญ คือ 1.1 การใช้กระบวนการพูดคุยในกลุ่มย่อยที่ทุกคนเป็นเพื่อนมีความอารี เห็นอกเห็นใจ และเท่าเทียมกัน การพูดคุยบ่อย ๆ ในกลุ่มเล็ก ๆ ก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน ความจริงใจ ความสนิทสนมระหว่างสมาชิกในกลุ่มย่อย จะทำให้มีการเปิดใจพูดคุยกันในเรื่องส่วนตัวมากขึ้น นำปัญหามาพูดคุยกันมากขึ้น เกิดความเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปันความสุขทุกข์ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกัน จนเพื่อนที่มีความทุกข์มีกำลังใจหรือสามารถฝ่าวิกฤติชีวิตมาได้ 1.2 การพูดคุยกัน การให้ทุกคนได้พูดแสดงความคิดเห็น นำไปสู่การพัฒนาตนเอง พัฒนาบุคลิกภาพและการเป็นผู้นำ แรงงานส่วนใหญ่มักมีลักษณะผู้ตาม ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูดคุยในที่สาธารณะ ฯลฯ แต่การได้ฝึกพูด ได้แสดงความคิดเห็นในกลุ่มเล็ก ๆ สร้างสมาชิกกลุ่มสังคมเพื่อนที่เคยเป็นแต่ผู้ตามให้เป็นผู้นำได้จำนวนไม่น้อย ผู้บริหารโครงการ สสร. และคณะผู้ถอดบทเรียนได้เห็นสมาชิกกลุ่มสังคมเพื่อนที่ได้แสดงความคิดเห็นที่มีคุณค่าอย่างสง่างามหลายคน 1.3 ในกลุ่มพูดคุยถือว่าประสบการณ์ของทุกคนมีคุณค่า เป็นการสะสมความรู้ความคิด และการดำเนินชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดแสดงความคิดเห็นโดยทั่วกัน 1.4 การนำความรู้ด้านแรงงานและด้านการพัฒนาตนเองในหลาย ๆ ด้านไปเผยแพร่ในกลุ่มย่อย สร้างการรับรู้ในเรื่องที่สำคัญ ๆ ที่แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน แม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัวและเรื่องสิทธิของตนเองก็ตาม ทำให้สมาชิกกลุ่มได้รู้ เข้าใจและเห็นความสำคัญของกฎหมายและสิทธิของตน ได้รับรู้โอกาสของการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองและเพื่อนแรงงาน 2. ปัจจัยด้านความรู้ การสร้างเสริมความรู้ที่จำเป็นรอบด้านให้แก่แกนนำ โดยใช้สื่อทุกรูปแบบ เพื่อให้แกนนำนำความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้จาก สสร.ไปใช้ในการสร้างกลุ่มสังคมเพื่อน รวมทั้งส่งเสริมให้กลุ่มสังคมเพื่อนเสาะแสวงหาความรู้ที่สมาชิกกลุ่มมีความสนใจร่วมกันจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากเอกสาร สื่อ การศึกษาดูงาน การเข้ารับการอบรม ฯลฯ ช่วยเปิดโลกทัศน์ของแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ให้เห็นช่องทางการสร้างหรือเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่ชีวิต นอกเหนือจากการทุ่มเทให้กับงานที่ทำอยู่เป็นประจำ และพึ่งพารายได้จากการเป็นลูกจ้างแรงงาน หรืออาชีพหลักที่แรงงานนอกระบบทำแต่เพียงอย่างเดียว 3. ปัจจัยด้านการกำกับ / ติดตามการพัฒนากลุ่มสังคมเพื่อน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งที่ปรึกษาของโครงการ สสร.มีการติดตามผลการพัฒนากลุ่มสังคมเพื่อนอย่างใกล้ชิด สามารถให้คำแนะนำ ชี้แนวทาง แก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่ม ทำให้กลุ่มสังคมเพื่อนได้พัฒนาตนเองและกิจกรรมที่กลุ่มคิดร่วมกัน และช่วยเชื่อมร้อยกลุ่มต่าง ๆ ให้เข้าเป็นเครือข่าย ขนาดใหญ่ เชื่อมร้อยสมาชิกหลายจังหวัด ร่วมกันพัฒนาเป็นองค์กรที่จะทำงานในระดับมหภาค 2.บทเรียนจากกลุ่มสังคมเพื่อน กลุ่มเรียนรู้หรือกลุ่มสังคมเพื่อนนับเป็นหัวใจของโครงการฯ ได้บทเรียน 7 บทเรียน ดังนี้ 2.1. บทเรียนเกี่ยวกับการมีเพื่อนคุณภาพ : ปรับทุกข์สุข ช่วยเหลือ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ กระบวนการของกลุ่มศึกษาที่มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ความคิดทั้งเรื่องครอบครัว สุขภาพ การทำงาน การแบ่งปันสุข และทุกข์ของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเพื่อนคุณภาพที่มีนัยยะแห่งความเอื้ออาทร การแบ่งปัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความรู้สึกไม่ยอมให้เพื่อนทุกข์อยู่ลำพัง กลุ่มมีการสะสมพลังแห่งการช่วยเหลือเพื่อนที่อยู่รายรอบ สมาชิกกลุ่มศึกษาไม่ใช่คนแปลกหน้าซึ่งกันและกันอีกต่อไป แต่เราเป็นผองเพื่อน เงื่อนไขการเกิดเพื่อนคุณภาพ คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์รอบด้านแก่กันและกันอย่างไม่เป็นทางการ และการมีผู้นำที่เข้มเข็ง 2.2. บทเรียนเรื่อง จิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม : แรงขับเคลื่อนสำคัญในการแก้ไขปัญหากลุ่ม ชุมชนและสังคม กระบวนการของกลุ่มศึกษาที่มีการกระตุ้นและเสริมสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบร่วมกันของกลุ่ม ซึ่งในที่สุดแผ่ขยายกลายเป็นจิตสำนึกชุมชนและสังคม การสร้างจิตสำนึกดังกล่าวได้เกิดจากการได้รับความรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความยากลำบากหรือการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคจากการถูกกดขี่ของตนเอง หรือของผู้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำ หรือคนที่มีสภาพปัญหาทำนองเดียวกัน จิตสำนึกความรับผิดชอบร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการแก้ไขปัญหากลุ่ม ชุมชนและสังคมเงื่อนไขการเกิดจิตสำนึกต่อส่วนรวม คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การต่อสู้พันฝ่าอุปสรรคของเพื่อนสมาชิก มีผู้นำที่เป็นแบบอย่าง และการได้เข้าร่วมกิจกรรมที่กระตุ้นความรับผิดชอบสังคม 2.3. บทเรียนเรื่องความรู้ : นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความคิดและการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแรงงาน การเข้าถึงสิทธิ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและการดูแลสุขภาพ รวมทั้งการตั้งประเด็นเกี่ยวกับข้อสงสัยต่างๆ ที่จะต้องรวมกันแสวงหาความรู้ต่อไป ซึ่งกลุ่มศึกษาได้เรียนรู้ความเกี่ยวพันกันจากการพูดคุยปรับทุกข์บอกสุขแสดงความห่วงใยจนสมาชิกหลายคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ ลด ละ และเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ การพนัน การเสี่ยงโชค หรือการรวมกลุ่มชักชวนกันออกกำลังกาย ชักชวนกันทำความดีในรูปแบบต่าง ๆ โดย การเป็นผู้ให้หรือเสียสละแก่สังคมบ้างตามโอกาสอันควร เงื่อนไขของการเกิดบทเรียนเกี่ยวกับความรู้ คือ การมีรูปแบบการเรียนรู้ฉันท์มิตร มีแนวทางการปฏิบัติ ใช้สื่อเข้าใจง่าย มีการศึกษาดูงาน และมีผู้นำที่เป็นแบบอย่าง 2.4 บทเรียนเกี่ยวกับผู้นำพลังสำคัญของกลุ่ม : ผู้นำเป็นแบบอย่างที่ดีของการรื้อฟื้น/กระตุ้นจิตสำนึกที่ดีของกลุ่ม ผู้นำกลุ่มที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสมาชิกและเป็นแบบอย่างที่ดี ก่อให้เกิดความศรัทธาที่ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและขยายวงกว้างขวางขึ้น แกนนำเป็นแบบอย่างที่ดีของการรื้อฟื้นและ กระตุ้นจิตสำนึกของสมาชิกกลุ่มให้เห็นความเอื้อเฟื้อ การแบ่งปันที่เป็นรูปธรรมโดยไม่หวังผลตอบแทนเงื่อนไขบทเรียนที่ผู้นำเป็นพลังสำคัญ คือ ผู้นำที่มีประสบการณ์การต่อสู้ เสียสละ จริงใจ และมีเทคนิคการสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่ม และเชื่อมโยงกลุ่มกับเครือข่ายภายนอกได้ 2.5. บทเรียนฐานสิทธิและฐานสร้างของแรงงาน : นอกเหนือจากการเรียกร้องสิทธิแรงงานต้องสร้างเศรษฐกิจการพึ่งตนเองด้วยเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของกลุ่มและชุมชน การรวมกลุ่มศึกษามิได้จำกัดอยู่เฉพาะการต่อสู้เรียกร้องจากนายจ้าง และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานเท่านั้น แต่กลุ่มแรงงานสามารถสร้างความมั่นคงในชีวิตของตนเองด้วยการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรองช่วยเหลือกันยามเดือดร้อน การทำสหกรณ์ร้านค้าฯ จนได้ข้อสรุปว่า “การพึ่งรายได้ในระบบอย่างเดียวไม่ใช่เป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต” เงื่อนไขการได้มาซึ่งบทเรียนเกี่ยวกับฐานสิทธิและฐานสร้าง คือ มีการบูรณาการแนวคิดสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและการมีทุนทางสังคมเดิมของชุมชน 2.6. บทเรียนการผลักดันนโยบายด้านแรงงานด้วยการเมือง การเข้าร่วมผลักดันกฎหมายและนโยบายให้สำเร็จ จำต้องเข้าไปร่วมกิจกรรมทางการเมือง ต้องรู้จักใช้การเมืองให้เป็นประโยชน์ เมื่อก่อนผู้นำสหภาพแรงงานมักหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องการเมือง แต่แรงงานยุคใหม่ต้องรู้จักนำเสนอกฎหมายหรือนโยบายที่แรงงานต้องการผลักดันเข้าสู่การสนับสนุนของพรรคการเมือง เงื่อนไขการเกิดบทเรียนการผลักดันนโยบายผ่านการเมือง คือ การได้เข้าร่วมกิจกรรมการเมือง ร่วมเสนอกฎหมาย นโยบาย ข้อเรียกร้องต่อกลุ่มการเมืองในระดับต่าง ๆ 2.7. บทเรียนเรื่องเครือข่าย : พลังสู่การเรียนรู้และเพื่อความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าประสงค์ของกลุ่ม เครือข่ายเป็นหนทางการเรียนรู้ของกลุ่มศึกษาที่เห็นตัวอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มความมั่นใจว่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง รวมทั้งการมีการร่วมมือกันทำงานในระดับกว้างระหว่างกลุ่มต่าง ๆ สู่การบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกัน เช่น การรวมตัวเป็นเครือข่ายผู้ประกันตน เพื่อเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนสู่เป้าประสงค์ คือ การจัดตั้งธนาคารแรงงาน เงื่อนไขการเกิดบทเรียนเรื่องเครือข่าย คือ การผนึกกำลังคนร่วมอุดมการณ์ และการเคลื่อนไหวกิจกรรมร่วมกัน ภายใต้การร่วมมือของผู้นำเครือข่ายสรุป บทเรียนจากกลุ่มสังคมเพื่อนทั้ง 7 ประเด็นเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ของกลุ่มสังคมเพื่อน เป็นบทเรียนที่ทำให้กลุ่มเข้มแข็ง รวมไปถึงการที่กลุ่มสามารถสร้างเครือข่าย และพัฒนาผลงานอันนำไปสู่การเกิดความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานได้ 3. การบูรณาการผลสู่ขบวนการแรงงาน การพัฒนาวิชาการด้านแรงงานและการปฏิรูปประเทศไทย 3.1. กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนทุกข์สุข และวิธีการแก้ปัญหาของคนในกลุ่ม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกลุ่ม ทำให้เกิดผลสำคัญ ดังนี้ 1.1 การคิดเป็น ทำเป็น คือ คิดแก้ปัญหาในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยกลุ่มจะช่วยกันมองทางออกอย่างรอบด้าน และขัดเกลาความคิดที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในบริบทที่เป็นอยู่ ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และพฤติกรรมที่เชื่อมโยงความคิดไปสู่การปฏิบัติให้เกิดความเป็นไปได้ในสภาพที่เป็นอยู่จริง 1.2 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคมเพื่อน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกลุ่มต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการขับเคลื่อนจนผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ทำให้ได้วิเคราะห์ตนเอง และพลังของกลุ่มตลอดจนผลที่เกิดจากพลังร่วม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจว่าสามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เกิดการเสริมพลังความเชื่อมั่นในตนเอง และเป็นพลังร่วมที่จะขับเคลื่อนสู่เป้าประสงค์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงาน1.3 การเรียนรู้จากประสบการณ์ของบุคคล และของกลุ่ม ทำให้เกิดการสะสมองค์ความรู้ด้านแรงงาน และวิธีการขับเคลื่อนที่แตกยอดจากการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม (ฐานสิทธิ) มาเป็นการต่อสู้ เพื่อการพึ่งพาตัวเอง (ฐานสร้าง) ควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดชีวิต และมีหลักประกันในชีวิต รวมทั้งการสร้างองค์กร และสถาบันรองรับให้เกิดความต่อเนื่องยั่งยืนทั้งฐานสิทธิ และฐานสร้าง 3.2. ผู้นำ เงื่อนไขจากบทเรียนของกลุ่มสังคมเพื่อนหลายบทเรียนมีปัจจัยความสำเร็จเกิดจากการมีผู้นำที่มีความสามารถ เสียสละและยึดมั่นต่อการทำงานเพื่อส่วนรวม 3.2.1 การก่อเกิดผู้นำและวิธีการต่อสู้บทเรียนจากกรณีทั้ง 10 พบว่าผู้นำเกิดจากการถูกสถานการณ์บังคับให้ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น จำเป็นต้องต่อสู้กับอำนาจที่เหนือกว่า เพื่อความอยู่รอดของตนเองและพรรคพวกร่วมอุดมการณ์ ผู้นำทั้งหลายต่างยอมรับการถูกกดขี่บีบคั้นจากนายจ้าง กลับเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้นำต้องรับบทบาทที่เข้มข้นขึ้น วิธีการต่อสู้ของผู้นำมีหลายรูปแบบ เช่น การหาทางออกโดยการยังคงอยู่ในสหภาพแรงงานของโรงงาน แต่หาโอกาสไปทำงานอื่นที่ไม่ถูกเพ่งเล็ง เช่นไปจัดตั้งสหกรณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยทุนของแรงงานเอง เพื่อประโยชน์ของแรงงานโดยเฉพาะโดยได้รับความยินยอมจากบริษัท และในขณะเดียวกันก็มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับสหภาพแรงงานของโรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่อื่น ๆ หรือตั้งสหกรณ์นอกบริษัทเพื่อเปิดรับสมาชิกทั้งจากแรงงานในโรงงานและแรงงานนอกระบบ รวมทั้งสร้างเครือข่ายช่วยเหลือร่วมมือกันในการขับเคลื่อนขบวนการแรงงานกับสหภาพแรงงานอื่น ๆ 3.2.2 การเรียนรู้บทบาทผู้นำผู้นำเหล่านั้นได้รับการเพิ่มเติมความรู้โดยการเข้ารับการฝึกอบรม การสัมมนา และการได้รับสื่อทางวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ ที่ สสร. จัดทำขึ้นแจกจ่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ได้เรียนรู้ว่าความเหลื่อมล้ำที่มีผลกระทบต่อแรงงานนั้นเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ซึ่งจำต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนเจตคติ วิธีคิด และพฤติกรรมของทุกภาคส่วนในสังคม คือ ภาครัฐ ผู้ประกอบการ แรงงาน และประชาชน ผู้นำเรียนรู้ว่าต้องลดความเหลื่อมล้ำ โดยสร้างแรงงานที่มีทั้งความรู้ ทักษะและเทคโนโลยีเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยในฐานะภาคีที่มีความเท่าเทียมกัน 3.3. สังคมเพื่อน เพื่อเคลื่อนสู่เป้าหมายรูปธรรมการสร้างสังคมเพื่อนในระดับกลุ่มทำให้คนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของการมีปัญหาร่วมกันทั้งด้านการทำงาน และ/หรือด้านชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไป และร่วมกันหาทางแก้ปัญหา จึงเกิดจิตสำนึกร่วมที่จะร่วมมือกันรับผิดชอบเพื่อส่วนรวม ซึ่งได้รับการยกระดับให้กว้างขึ้น โดยการทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์แก่แรงงานกลุ่มอื่นๆ และชุมชนโดยรวม การยกระดับจิตสำนึกที่เกิดจากสังคมเพื่อน แม้จะเกิดผลเป็นรูปธรรมอยู่บ้าง เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ชมรมผู้ประกันตน สหกรณ์ ฯลฯ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะมีความเหนียวแน่น และยืนยงเพียงใด เพราะสมาชิกอาจละทิ้งกลุ่มออกไปเมื่อใดก็ได้ การยกระดับสังคมเพื่อนที่พัฒนามาเป็นกลุ่มออมทรัพย์ ชมรมผู้ประกันตน และสหกรณ์ให้ไปสู่เป้าหมาย คือ การมีธนาคารแรงงานที่เป็นแหล่งรวมเงินออมของตนเอง เพื่อให้แรงงานได้กู้ยืมเงินของตนเองไปใช้ในการลงทุน เพื่อพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของตน จึงเป็นการยกระดับที่สูงขึ้นชัดเจน เป็นรูปธรรมมากขึ้น และสามารถทดสอบความเหนียวแน่น และความยืนยงได้คมชัดยิ่งขึ้น 3.4. การสร้างเครือข่ายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม การสร้างเครือข่ายนอกจากจะเป็นการแพร่กระจายแนวคิดดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติในวงกว้างแล้ว ยังทำให้เกิดการร่วมมือที่เกิดพลัง และมีจิตสำนึกร่วมกันมากขึ้น ทั้งจากการเรียนรู้ และการร่วมมือกันปฏิบัติ ทำให้เกิดเอกภาพในการขับเคลื่อนสู่เป้าประสงค์เดียวกัน คือ การสร้างทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ยึดติดเพียงการต่อสู้ หรือเรียกร้องจากนายจ้าง ทำให้ชีวิตเป็นอิสระจากการถูกกดกรอบ และถูกเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า การรวมพลังกันเป็นเครือข่าย เพื่อลบล้างความเหลื่อมล้ำ เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อให้เกิดสังคมที่เป็นธรรมในเชิงพื้นที่ และในเชิงประเด็น 3.5. การสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานเพื่อเข้าสู่นโยบายสังคมสวัสดิการ ข้อค้นพบหลัก 3 ประการ จากกรณีศึกษาข้างต้นที่น่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญนำไปสู่นโยบายสังคมสวัสดิการด้านแรงงาน ได้แก่ 1) การสร้างวินัยในการออม เพื่อการลงทุน และเพื่อชีวิตที่มีคุณภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาว 2) การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้เท่ากัน และสามารถแก้ปัญหาด้วยการใช้ปัญญา 3) รวมทั้งการใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ดั้งเดิม คือ ความเอื้ออาทรบวกกับประสบการณ์การต่อสู้ปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน โดยผ่านเครือข่ายต่างๆ ทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ และองค์กรพัฒนาเอกชน ผลของการขับเคลื่อนกลุ่มสังคมเพื่อนสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านปัญญา “การคิดเป็นทำเป็น” สร้างสรรค์ความรู้จากตัวตน จากประสบการณ์ โดยมีผู้นำเป็นแก่นแกนของกลุ่มที่สร้างเสริมการเรียนรู้และสำนึกร่วมของกลุ่ม ให้ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายด้านทุน หรือเงินออม เพื่อสร้างวินัยการออมและการลงทุนในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม ที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายของกลุ่มสังคมเพื่อน เล็งเห็นประโยชน์ของการสร้างเอกภาพเพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม ทั้งในระดับพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การให้เขตปกครองท้องถิ่นเข้ามาช่วยสนับสนุนงานของกลุ่มสังคมเพื่อน และระดับประเทศโดยการผนึกกำลังขบวนการแรงงานในประเด็นของการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานสำนักงานประกันสังคมอย่างเป็นอิสระจากการกำกับของภาครัฐ จะเห็นได้ว่ากลุ่มสังคมเพื่อนเป็นทั้งกลไกที่เป็นยุทธศาสตร์ของโครงสร้าง สสร. ในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ความเข้มแข็งและความเป็นเอกภาพของขบวนการแรงงานในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรทางสังคม และการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานเพื่อการพึ่งตนเอง ข้อเสนอแนะ 1. การพัฒนาขบวนการแรงงาน 1.1 รัฐควรพัฒนาศักยภาพผู้นำแรงงาน และกระบวนการเรียนรู้ให้แก่แรงงานให้มีความรู้ ทั้งด้านฐานสิทธิและฐานสร้าง เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน 1.2 รัฐควรลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ระบุถึงเสรีภาพในการสมาคม และการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และฉบับที่ 98 ระบุถึงการรวมตัวและเจรจาต่อรอง และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเดินขบวน และการชุมนุมในที่สาธารณะให้ชัดเจนสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งทำให้แรงงานสามารถใช้พลังต่อรองขั้นสุดท้ายได้ 2. การพัฒนาวิชาการ 2.1 รัฐควรสนับสนุนการให้ความรู้ที่มีสาระด้านสิทธิในรูปแบบสื่อที่เคลื่อนไหวแนวบันเทิงที่รับรู้ได้ง่าย เพื่อดึงดูดความสนใจของแรงงาน 2.2 เผยแพร่กรณีศึกษาที่ให้ความรู้ หรือเป็นบทเรียนให้แรงงานได้ใช้เป็นแบบอย่าง หรือเป็นบรรทัดฐานในการต่อสู้ ทั้งของไทยและต่างประเทศ 2.3 ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องแรงงานทั้งในระบบ และนอกระบบที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสที่รัฐบาล ผลักดันให้มีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาทั้งในและนอกระบบในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี และ/หรือในกลุ่มสาระทักษะการดำเนินชีวิต เช่น เรื่องคุณค่าของงาน ฝึกฝนการทำงานตั้งแต่ยังเล็ก เจตคติเชิงบวกต่อผู้ใช้แรงงาน 2.4 รัฐควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ หรือสถาบันเพื่อการพัฒนา ติดตามนโยบายและสวัสดิการแรงงานตามนโยบายขึ้น เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 3. การปฏิรูปประเทศไทย 3.1 รัฐต้องส่งเสริมให้แรงงานมีทั้งฐานสิทธิ และฐานสร้าง 3.2 รัฐต้องส่งเสริมให้แรงงานพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ เช่น การจัดตั้งสหกรณ์ธนาคารแรงงาน 3.3 การจัดการให้แรงงานเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้อย่างสะดวก โดยการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามที่จำเป็น เช่น การใช้ที่ดินว่างเปล่าให้ประชาชนแรงงานได้ทำประโยชน์ร่วมกัน การจัดการแหล่งน้ำเพื่อแบ่งปันการใช้อย่างทั่วถึง ฯลฯ 3.4 ขยายสิทธิประกันสังคมให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างแรงงานใน และแรงงานนอกระบบ และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบสวัสดิการข้าราชการ ระบบสุขภาพถ้วนหน้า และระบบประกันสังคม และส่งเสริมให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ
|
|||
| ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๓:๐๗ น. |









