รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนสวัสดิการไปทางใด PDF พิมพ์ อีเมล
( 0 Votes )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 2639 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๓:๑๒ น.

รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนสวัสดิการไปทางใด
: รัฐสวัสดิการ สังคมสวัสดิการ หรือสวัสดิการพื้นฐาน (เท่านั้น)?ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร[1]  

ทันทีที่มีการเผยแพร่คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กล่าวในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2553 ว่า รัฐบาลมีนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ก็ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า สวัสดิการถ้วนหน้าหมายถึงรัฐสวัสดิการใช่หรือไม่ เพราะความรู้ ความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อ รัฐสวัสดิการ คือ รัฐจัดสวัสดิการให้กับประชาชนเต็มรูปแบบ โดยประชาชนจะถูกเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าที่สูงมากเช่นเดียวกับรัฐสวัสดิการในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ต่อมาได้มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยจะเป็น สังคมสวัสดิการ และเมื่อช่วงปลายปี 2553 รัฐบาลได้ประกาศนโยบายที่เรียกว่า ประชาภิวัฒน์ ภายใต้คำขวัญที่ว่า ประชาชนต้องการ รัฐบาลต้องทำ และมีนโยบายรองรับมากมาย เช่น ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงาน ดูแลแรงงานนอกระบบเรื่องรายได้และกองทุนประกอบอาชีพ รวมไปถึงการขึ้นเงินเดือนให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดูเหมือนว่า ในรอบปี 2553 รัฐบาลได้ผลิต วาทกรรม ออกมามากมายที่แสดงถึงการดูแลสวัสดิการให้กับคนทุกกลุ่ม นับตั้งแต่ผู้ใช้แรงงานที่เป็นกลุ่มคนจนไปจนถึงคนรวยที่ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งในรัฐสภา  จนกระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายและมาตรการต่างๆที่รัฐบาลดำเนินการตลอดปี 2553 นั้น เป็นนโยบาย ประชานิยม หรือไม่  ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนสวัสดิการไปในทางใด สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการนั้น เป็นไปตามนโยบายสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าตามที่แถลงไว้ตั้งแต่ต้นปีหรือไม่? สังคมสวัสดิการหมายถึงอะไร? ต่างกับรัฐสวัสดิการซึ่งเป็นตัวแบบดั้งเดิมในการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าหรือไม่?  เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อ วาทกรรม ที่ออกมามากมายตลอดปี 2553 ผู้เขียนจึงขอเสนอมุมมองทางทฤษฎีต่อคำว่า รัฐสวัสดิการ สังคมสวัสดิการ และสวัสดิการพื้นฐาน ว่าหมายถึงอย่างไร 

รัฐสวัสดิการ (Welfare State)

รัฐสวัสดิการ ในความหมายรวบยอดหมายถึงรัฐหรือประเทศที่มีการจัดระบบสวัสดิการสังคมอย่างทั่วด้านให้แก่ทุกคนในสังคมอย่างถ้วนหน้า (Welfare for All) สวัสดิการต่างๆที่จัดขึ้นนั้นดำเนินงานโดยรัฐทั้งหมด รัฐสวัสดิการมีลักษณะทั่วไป 3 ประการ คือ (Asa Briggs, 1961: 221-258)

1. รัฐประกันรายได้ขั้นต่ำของทุกคนในสังคม โดยไม่คำนึงว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีทรัพย์สินมากน้อยแค่ไหน

2. สร้างความมั่นคงในชีวิต ให้แก่ทุกคน ทุกครัวเรือน โดยให้มีหลักประกันทางรายได้ และอยู่รอดปลอดภัยจากภาวะวิกฤติต่างๆ

3. ให้พลเมืองทุกคน โดยไม่เลือกกลุ่มคน ชนชั้น และสถานภาพ ได้รับบริการสังคม (social service) อย่างเสมอหน้ากัน ด้วยมาตรฐานที่ดีที่สุด เท่าเทียมกัน

รัฐสวัสดิการถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในประเทศอังกฤษ ประเทศสวีเดน นอร์เว เดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ด้วยนโยบายสังคม (Social Policy) ของพรรคแรงงาน(Labour Party) พรรคสังคมประชาธิปไตย(Social Democrat Party) และพรรคสังคมนิยมในยุโรป(Socialism Party) เนื่องจากว่าพรรคเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนชั้นล่างที่เป็นมนุษย์ค่าจ้าง (Wage Earners) และคนชั้นกลาง(Middle Class) ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมอุตสาหกรรม พรรคเหล่านี้จึงมีนโยบายเก็บภาษีก้าวหน้า เก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้มากๆ แล้วนำรายได้นั้นมาจัดสรรเป็นสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนในสังคม แต่นโยบายภาษีดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงของคนชั้นสูงและชนชั้นนายทุน นโยบายสร้าง

รัฐสวัสดิการจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในยุคที่อำนาจรัฐอยู่ภายใต้การยึดครองของพรรคนายทุนหรือพรรคของพวกขุนนางการเกิดรัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ  ตัวอย่างเช่น ประเทศสวีเดน เริ่มต้นมีสวัสดิการสังคมประเภทช่วยเหลือเฉพาะคนยากจน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1847 กระแสสังคมนิยมกับการเกิดพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคสังคมประชาธิปไตย ในปี ค.ศ. 1889 ทำให้ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น ในปี พ.ศ. 1930 มีการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมครั้งใหญ่ในประเทศสวีเดน ได้มีการถกเถียงกันเป็fนเวลานานถึง 10 ปีว่าจะปฏิรูปไปเป็นแบบใด ซึ่งประเด็นที่ถกเถียงกันมี 2 เรื่องใหญ่คือ หนึ่ง จะเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้า (จนหรือรวยได้รับสวัสดิการเหมือนกัน) หรือเป็นแบบให้เฉพาะคนจน (ต้องพิสูจน์ว่าจนถึงจะได้) และ สองคือ รัฐจะหาเงินมาจากไหนเพื่อมาใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการสังคม จะมาจากรายได้ภาษีอากร หรือมาจากการสมทบเงินของผู้ได้ประโยชน์ (เช่นระบบประกันสังคมของไทยในปัจจุบัน) ในที่สุดปี ค.ศ. 1945 ก็ได้มีการสำรวจประชามติจากประชาชน ซึ่งพบว่าคนส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้า และปี ค.ศ. 1946 เป็นจุดเปลี่ยนประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการ แบบที่คนได้รับสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า อย่างดี เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องสมทบเงิน เพราะรัฐใช้รายได้จากภาษีอากร (เก็บในอัตราที่สูง) พรรคสังคมประชาธิปไตยได้ครองความเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 ถึง 1976 โดยไม่มีพรรคอื่นมาขั้นกลาง 

กรณีของประเทศอังกฤษ นโยบายด้านสวัสดิการสังคมของอังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่าง แบบถ้วนหน้าไม่สมทบเงิน กับแบบสมทบเงิน (ตามแบบเยอรมัน) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่าแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมควรเป็นอย่างไร ในที่สุดก็สรุปว่า รัฐและประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบสวัสดิการสังคม โดยรัฐช่วยจัดการให้มีสวัสดิการขั้นต่ำอัตราเดียว ประชาชนร่วมกันลงขันแบบอัตราเดียว ถ้าใครต้องการมีกินมีใช้มากกว่าขั้นต่ำก็ต้องช่วยตัวเอง อย่ามาหวังเอาจากรัฐ แต่ถ้าเป็นคนจน รัฐก็ช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบให้เปล่า ปรากฏว่ารัฐบาลซึ่งมาจากพรรคอนุรักษ์นิยมลังเล ในที่สุดก็ประกาศว่าจะยังไม่ดำเนินการตามแนวทางนี้ ซึ่งจากการสำรวจความเห็นของประชาชนพบว่า ร้อยละ 47 ไม่พอใจกับท่าทีลังเลของรัฐบาลมาก  จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1945 พรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งจึงได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมทั้งหมด 8 ฉบับ มีการให้สวัสดิการแก่ประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และนำประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการตามแบบฉบับของอังกฤษ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือสหรัฐอเมริกา การก้าวสู่ความเป็น รัฐสวัสดิการ แตกต่างจากรัฐในยุโรป แม้ว่าในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อช่วงปี ค.ศ.1929-1935 รัฐบาลของประธานาธิบดีรูสต์เวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ได้ใช้โครงการ New Deal สร้างสวัสดิการต่างๆโดยรัฐเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงาน และได้ตรารัฐบัญญัติความมั่นคงทางสังคม (Social Security Act) แต่สวัสดิการโดยรัฐในสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ทั่วหน้าและไม่ทั่วด้านเหมือนรัฐสวัสดิการในยุโรป

ในกรณีของไทย เมื่อพูดถึงการเรียกร้องให้รัฐจัดสวัสดิการให้แก่คนบางกลุ่ม ก็จะมีเสียงทักท้วงขึ้นมาว่า การสร้างรัฐสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจ คอยรับแต่ความช่วยเหลือจากรัฐบาล ความจริงสวัสดิการบางอย่างที่รัฐจำเป็นต้องจัดให้แก่ประชาชนนั้นยังห่างไกลจากความเป็นรัฐสวัสดิการอย่างมาก สวัสดิการบางอย่างที่รัฐบาลไทยจัดให้ประชาชนนั้น ยังเป็นระดับต่ำและไม่ทั่วด้าน ไม่ทั่วถึง ตัวอย่างเช่น ระบบประกันสังคมก็ครอบคลุมเฉพาะลูกจ้างเท่านั้น นอกจากนี้ สวัสดิการทางการศึกษาและการรักษาพยาบาลก็ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มคน ยังมีคนพิการ ชนกลุ่มน้อย คนชายขอบต่างๆ เข้าไม่ถึงสวัสดิการเหล่านี้อีกจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐไทยขณะนี้จะสร้างสรรค์ รัฐสวัสดิการ ขึ้นมา เพราะผู้มีอำนาจรัฐที่หมุนเวียนเปลี่ยนหน้าเข้ายึดครองอำนาจรัฐ ล้วนแต่เป็นกลุ่มทุนหรือกลุ่มธุรกิจซึ่งไม่มีความกล้าหาญที่จะเสียสละผลประโยชน์ตนเองด้านภาษี ดังจะเห็นได้จากการคัดค้านพ.ร.บ. ว่าด้วยภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก และภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อนำไปเป็นรายได้ของรัฐและนำไปจัดสวัสดิการถ้วนหน้าให้แก่คนในสังคม ภาษีส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังคงเป็นภาษีทางอ้อม ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่คือผู้บริโภคที่เป็นคนชั้นล่างและคนชั้นกลางที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้า และรายได้จากภาษีในสังคมไทย ก็ไม่พอเพียงที่จะนำไปจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าเหมือนอย่างประเทศในยุโรปได้

เมื่อรัฐบาลไทยมีข้อจำกัดในการสร้างรัฐสวัสดิการหรือสวัสดิการถ้วนหน้า รัฐไทยภายใต้การยึดครองของนายทุนจึงหันมาสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือกันเอง (Mutual Aid) เพราะช่วยให้รัฐลดภาระลงไปได้ แต่รัฐบาลไทยมักจะมองว่า ชุมชน คือชนบทหรือไม่ก็ชุมชนแออัดในเมือง ทั้งที่ความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ทำมาหากินอยู่นอกภาคเกษตร เพราะกำลังแรงงานในภาคเกษตรมีเพียง 15.4 ล้านคน ขณะที่นอกภาคเกษตรมีถึง 20.8 ล้านคน กำลังแรงงานนอกภาคเกษตรส่วนใหญ่ก็คือ มนุษย์ค่าจ้าง ซึ่งต้องอาศัยระบบสวัสดิการจากสถานประกอบการ และจากสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายประกันสังคม ระบบสวัสดิการชุมชนในชนบทจึงกลายเป็นสวัสดิการของคนส่วนน้อย ยิ่งกว่านั้นคนชนบทในปัจจุบันก็ต้องพึ่งรายได้จากสมาชิกรอบครัวที่ทำงานนอกภาคเกษตรอีกด้วย ดังนั้นระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมคนส่วนใหญ่จึงควรเป็นสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง รองลงมาก็คือสวัสดิการสำหรับเกษตรกร เงินออมเพื่อสวัสดิการของลูกจ้างคือกองทุนประกันสังคม ซึ่งนางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงว่า ฐานะเงินกองทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมที่ล่าสุดมีอยู่เพียง 36,995 ล้านบาท กองทุนประกันสังคมเกิดขึ้นจากสามฝ่ายคือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ปัจจุบันมีคนงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมประมาณ 9.3 ล้านคน และทุกคนในระบบต้องมีส่วนช่วยเหลือตนเอง คือการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เป็นระบบบังคับออม (forced saving)  แต่การบริหารจัดการยังอยู่ภายใต้ราชการ ควบคุมจัดการโดยรัฐ แม้จะมีตัวแทนของฝ่ายลูกจ้างเข้าไปเป็นคณะกรรมการของสำนักงานประกันสังคม แต่ผู้ที่เข้าไปเป็นกรรมการจากฝ่ายลูกจ้างก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของฝ่ายลูกจ้างอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การมีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมคนงานเพียง 9.3 ล้านคน ชี้ชัดว่ายังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการเพราะยังมีแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมอีประมาณ 23 ล้านคน และคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีหลักประกันทางรายได้และความมั่งคงในชีวิต 

สังคมสวัสดิการ (Welfare Society)

สังคมสวัสดิการ(Welfare Society)ไม่ใช่สวัสดิการสังคม(Social Welfare) และมีความหมายที่แตกต่างไปจากรัฐสวัสดิการ(Welfare State) เพราะรัฐสวัสดิการโดยทั่วไปเป็นรัฐที่มีการจัดสวัสดิการทั่วหน้าและทั่วด้านโดยรัฐ แต่สังคมสวัสดิการเป็นสังคมที่มีสวัสดิการหลากหลาย แต่ไม่ได้จัดโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น สังคมสวัสดิการจึงหมายถึงสังคมที่มีสวัสดิการหลายรูปแบบ จัดการโดยหลายสถาบัน แต่ละประเภทแต่ละสถาบันมีความเป็นอิสระต่อกัน สร้างสรรค์สวัสดิการบนพื้นฐานของความสามารถและความเหมาะสมของสถาบันนั้นๆ (Gordon & Spicker, 1999: 145-146)

ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ในช่วง 1980s-1990s พวกเสรีนิยมใหม่ (Neo-Liberalism) ต่างพากันวิจารณ์ว่า นโยบายรัฐสวัสดิการทำลายเศรษฐกิจ ไม่ส่งเสริมศักยภาพของคน เพราะคนรอความช่วยเหลือจากระบบสวัสดิการ รัฐสิ้นเปลืองงบประมาณมาก และไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ (Productivity) เพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน พวกนี้จึงเห็นว่า ควรลดความเป็นรัฐสวัสดิการ และควรส่งเสริมให้ประชาชนสร้างทางเลือกของระบบสวัสดิการพึ่งตนเอง โดยการพัฒนาระบบช่วยเหลือตนเอง (Self Help) และระบบร่วมด้วยช่วยกัน (Mutual Aid) ให้มากขึ้น กล่าวโดยรวมคือ ความพยายามที่จะฟื้นฟูระบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Friendly Society)ในยุคศตวรรษที่ 18-19 ขึ้นมาใหม่ โดยการอ้างเหตุผลเรื่องลดภาระของรัฐบาล ส่งเสริมศักยภาพของปัจเจกบุคคลและชุมชน และความเป็นอิสระของการบริหารจัดการ (Mai Wann, 1998 : 154-165) ตัวอย่างที่กล่าวถึงกันทั่วไปคือ การจัดตั้ง Credit Union ให้เป็นสถาบันเงินออมของชุมชน และใช้เงินออมนั้นเป็นทุนเลี้ยงชีพและสวัสดิการของสมาชิก กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในประเทศไทยยุคเริ่มต้นก็ได้อิทธิพลความคิดมาจาก Credit Union

สหรัฐอเมริกาพยายามที่จะให้เกิดสังคมสวัสดิการ (Welfare Society) มากกว่าสวัสดิการโดยรัฐ(Welfare State) เพราะพรรคแนวมวลชนประเภทพรรคแรงงาน พรรคสังคมประชาธิปไตย ไม่มีโอกาสครองอำนาจรัฐ แนวทางการจัดสวัสดิการของสหรัฐอเมริกาจึงมุ่งไปสู่สังคมสวัสดิการมากขึ้นเรื่อยๆ การจัดสวัสดิการโดยรัฐจะลดระดับลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับคนจนบางกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ สวัสดิการระดับนี้เรียกว่า โครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมหรือ Social Safety Net โดยการแปรรูปสวัสดิการต่างๆให้ไปอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของภาคเอกชนและภาคชุมชนมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากสวัสดิการเพื่อทุกกลุ่มคนและชนชั้นในรัฐสวัสดิการ มาเป็นสวัสดิการพื้นฐานสำหรับกลุ่มคนยากจนคนด้อยโอกาส เพื่อก้าวไปสู่ สังคมสวัสดิการ ตามแนวคิดของพวกเสรีนิยมใหม่ (ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, 2546: 22-24)

แนวคิดสังคมสวัสดิการ ดูจะสอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มทุนไทยที่ครองอำนาจรัฐ เพราะเป็นแนวคิดที่ไม่เป็นภาระของกลุ่มทุน เนื่องจากเป็นแนวคิดที่ไม่ต้องพึ่งรายได้จากภาษีก้าวหน้า ภาษีทรัพย์สิน และภาษีมรดก ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงสนับสนุนระบบสวัสดิการโดยชุมชน แต่เน้นไปที่ชุมชนชนบท และหลีกเลี่ยงการสนับสนุนชุมชนโรงงาน เพราะกลุ่มทุนไม่ต้องการให้ลูกจ้างเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังไม่ได้สนใจที่จะปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในการสร้างความมั่นคงให้กับลูกจ้างมีข้อพึงสังเกตว่า จุดที่แตกต่างในการสร้างรัฐสวัสดิการและสังคมสวัสดิการของพวกเสรีนิยมใหม่ก็คือ การจัดตั้งและการรวมตัวของประชาชนอาชีพต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา ประชาชนกลุ่มต่างๆมีการรวมตัวกันเข้มแข็ง ภาคประชาสังคมมีพลังต่อรองสูง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มนักวิชาชีพ การสร้างรัฐสวัสดิการและระบบสวัสดิการแบบร่วมด้วยช่วยกันจึงทำได้ง่ายกว่า แต่ในสังคมไทย การรวมตัวของประชาชนเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพลังอื่นๆในสังคมยังยากลำบาก ภาคประชาสังคมยังอ่อนแอ กลุ่มทุนยังคงมีอำนาจมาก พลังถ่วงดุลในสังคมไทยยังมีน้อย 

ความไม่ชัดเจนในนโยบายสวัสดิการสังคมของไทย

แม้ว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แถลงอย่างชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยจะเป็นสังคมสวัสดิการ แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร  จากการศึกษาของสถาบัน TDRI พบว่า ยังมีความเห็นแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มต่างๆในเรื่องสวัสดิการสังคม  จากการสำรวจความเห็นของประชาชนในเดือน เมษายน 2553 พบว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินและผู้ดำเนินการจัดสวัสดิการสังคมให้ประชาชน ไม่ใช่ให้ชุมชนทำ  ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ต้องการความเสมอภาค เท่าเทียมกัน แต่ในกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้ดี  มักจะไม่ชอบแบบถ้วนหน้า เพราะตนคือผู้เสียภาษี และมองเห็นอนาคตว่าถ้าจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าแล้วภาษีก็จะสูงขึ้น ส่วนประโยชน์ที่จะตกแก่ตนนั้นน้อยหรือไม่มีเลย คนกลุ่มนี้มองข้ามไปว่า ถ้าประชาชนไทยมีกินมีใช้ การลักเล็กขโมยน้อย งัดบ้าน ปล้นชิงทรัพย์ก็น่าจะลดลง ความปลอดภัยในท้องถนนก็น่าจะมากขึ้น เด็กก็จะถูกบังคับขายแรงงานลดลง ปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากการไม่พอกินก็น่าจะลดลง ครอบครัวผู้มีอันจะกินก็น่าจะอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น  ส่วนในกลุ่มนักวิชาการและข้าราชการ มีความเห็น 2 ขั้วค่อนข้างชัดเจน ขั้วแรก ออกแนวซ้าย ต้องการสวัสดิการถ้วนหน้า โดยใช้เหตุความเท่าเทียมกันมาสนับสนุน และคิดว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องที่จัดการได้ และขั้วที่สอง ออกแนวขวา ต้องการให้เฉพาะคนจน โดยใช้เรื่องค่าใช้จ่ายสูงเป็นเหตุต่อต้านความถ้วนหน้า และสนับสนุนการมีภาษีต่ำๆ ประชาชนควรพยายามดูแลตัวเอง 

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต พบว่า ในปี พ.ศ. 2536  รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการโครงการสวัสดิการสังคมที่เป็นรากฐานของสวัสดิการในปัจจุบัน 3 โครงการ ดังนี้ คือ

1. โครงการแก้ปัญหาความยากจน (กข. คจ.) เป็นโครงการที่ให้เงินหมู่บ้านยากจน 280,000 บาทและให้คนจนขอกู้ไปประกอบอาชีพแบบไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ

2. โครงการสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นโครงการที่ให้เงิน 200 บาทต่อเดือนแก่ผู้สูงอายุที่ยากจน ถูกทอดทิ้ง หมู่บ้านละ 3-5 คน

3. โครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) ซึ่งเดิมเป็นโครงการสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้านการรักษาพยาบาล (สปน.) ที่ริเริ่มโดยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี พ.ศ. 2518

ทั้ง 3 โครงการมีความชัดเจนว่าต้องการช่วยกลุ่มเป้าหมายคือ คนจน ทุกโครงการมีปัญหามากมาย  ในทางปฏิบัติการให้กู้เงินของโครงการ กข. คจ. กลับไม่ใช่คนจน ด้วยกรรมการที่จัดสรรเงินมักเห็นว่าคนจนได้เงินไปก็ไม่มีปัญญาคืน ทุกวันนี้เงินที่คนมีอันจะกินได้กู้ไปก็ยังไม่คืนอีกมากมาย ผู้ใหญ่บ้านโกงไปใช้เองก็มี ยังเป็นคดีอยู่ในศาลก็มาก

ในปี พ.ศ. 2544 รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็ฉีกแนวเป็นกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท ทุกคนมีสิทธิกู้ ถึงกระนั้นปัญหาก็ยังเหมือนเดิม คือ คนที่กู้เงิน ก็ยังไม่ใช่คนจนอย่างแท้จริง  นอกจากนี้ โครงการ สปร. ซึ่งเป็นลักษณะสงเคราะห์ คนไม่จนได้บัตร สปร. ก็มีมากมาย เมื่อรัฐบาลไทยรักไทยเข้ามา โครงการนี้ก็ถูกแปลงโฉมเป็นแบบถ้วนหน้า เรียกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก็เป็นการสงเคราะห์คนแก่ยากจน ถูกทอดทิ้ง แต่ก็มีผู้สูงอายุที่ไม่จนได้รับเบี้ยยังชีพ  จนมาถึงยุคพรรคไทยรักไทยเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิทั่วประเทศจาก 4 แสนคนเป็น 1 ล้านคน แต่พรรคไทยรักไทยก็สิ้นสภาพไปเสียก่อนที่จะขยายโครงการนี้เป็นถ้วนหน้า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2552 ก็มีการขยายสิทธิให้แก่ผู้สูงอายุทุกคนได้รับเบี้ยยังชีพ

เราคงไม่ปฏิเสธว่ารัฐบาลมีความใส่ใจเรื่องสวัสดิการสังคม แต่ที่ไม่แน่ใจ คือรัฐบาลเลือกที่จะทำสวัสดิการถ้วนหน้า หรือสวัสดิการคนจน กันแน่ ความคลุมเครือเกิดขึ้นจากหลายคำพูด เช่น ให้สังคมสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ  แต่ไม่เคยมีมาตรการที่ไปสู่สังคมสวัสดิการที่ชัดเจน จึงอาจประเมินได้ว่า รัฐบาล อยากให้สวัสดิการเป็นแบบถ้วนหน้า แต่ก็กลัวว่าจะเป็นภาระกับงบประมาณ ครั้นจะไปแนวเดิมแบบอดีตที่ให้เฉพาะคนจน ก็กลัวว่า จะเป็นการทำให้นโยบายประชานิยมฟื้นตัวขึ้นมาอีกในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะยิ่งทำให้นโยบายสังคมสวัสดิการไม่เป็นจริง แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็น ประชานิยม  จึงเกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมไปในทางใด ?   

สวัสดิการพื้นฐาน (Social Safety Net) ยังมีอีกคำหนึ่งที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Social Safety Net ซึ่งอาจแปลตรงตัวได้ว่า เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม แต่ผู้เขียนขอแปลโดยยึดวัตถุประสงค์เป็นตัวตั้งว่า สวัสดิการพื้นฐาน  แนวคิดสวัสดิการพื้นฐานมาจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่(Neo-liberalism) ของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคือ John Maynard Keynes (1883-1946) ช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ ได้รับการยอมรับในประเทศตะวันตก ในช่วงเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาตกต่ำ เมื่อปี ค.ศ. 1929-1936 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของอเมริกาสอดคล้องกับแนวคิดของเคนส์ ที่ว่า ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงาน การลงทุนภาคเอกชนลด รัฐควรแทรกแซงกลไกตลาด โดยใช้การลงทุนภาครัฐหรือการใช้จ่ายภาครัฐไปสร้างการจ้างงานและกำลังซื้อ การลงทุนภาครัฐจะไปรักษาระดับการมีงานทำและทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนเจริญเติบโตต่อไปได้ โครงการ New Deals ของสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มปี ค.ศ. 1934 และตามด้วยโครงการความมั่นคงทางสังคม (Social Security) ในปี ค.ศ. 1935 ก็สอดคล้องกับแนวคิดของเคนส์            

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพรรคแรงงาน (Labour Party) ของอังกฤษ และพรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democrat) ของเยอรมันและของสวีเดน มีอำนาจเป็นพรรครัฐบาลแนวคิดเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในช่วงของรัฐบาลเหล่านี้ การใช้จ่ายภาครัฐและการรักษาระดับการมีงานทำเป็นนโยบายที่สำคัญในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจหลังสงครามและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีบทบาทสูงสุดของรัฐบาลเหล่านี้ คือ การใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการสังคม  รัฐบาลเหล่านี้ได้สถาปนา “รัฐสวัสดิการ” (Welfare State) ให้เป็นแบบอย่างของรัฐที่อำนาจรัฐควบคุมโดยพรรคการเมืองของคนชั้นล่าง           

ระบบรัฐสวัสดิการเฟื่องฟูมากในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945-1975 ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ระบบ    รัฐสวัสดิการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เริ่มต้นจากนักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาที่เห็นว่า นโยบายสวัสดิการโดยรัฐก่อให้เกิดปัญหาทางการคลัง การเก็บภาษีอัตราสูง ไม่สร้างแรงจูงใจในการลงทุน สวัสดิการโดยรัฐจะทำให้คนส่วนหนึ่งสมัครใจที่จะว่างงานเพราะการว่างงานมีเบี้ยประกันการว่างงานรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 เป็นหลังสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาประสบปัญหาการคลังอย่างรุนแรงต่อเนื่องกันมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1970 เนื่องจากต้องใช้จ่ายเงินเพื่อสงครามจำนวนมหาศาล ความพยายามที่จะลดการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อรักษาสถานภาพทางการคลังจึงเป็นสิ่งจำเป็น           

ในประเทศอื่นๆ เช่นใน เยอรมัน สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ ก็ประสบปัญหาการขาดดุลการคลังติดต่อกัน ค่าใช้จ่ายภาครัฐในประเทศเหล่านี้เป็นประมาณร้อยละ 45 ของ GDP ผนวกด้วยการลงทุนภาคเอกชนถดถอย อัตราการว่างงานเพิ่ม รัฐต้องจ่ายเบี้ยประกันสังคมให้แก่คนว่างเพิ่มขึ้น ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการคลัง จึงเกิดแรงกดดันให้ลดระดับสวัสดิการสังคมที่ดำเนินงานโดยรัฐ นโยบายการลดสวัสดิการสังคมโดยรัฐจึงแพร่กระจายไปทั่วยุโรปและอเมริกาโดยเฉพาะในอังกฤษยุคนางมากาแร็ต  แธตเซอร์ (Magaret  Thatcher) และในสหรัฐอเมริกายุค โรแนลด์  เรแกน (Ronald  Reagan) เป็นยุคที่มีการคัดค้านนโยบายรัฐสวัสดิการแนวเคนส์ มากที่สุด  

นโยบายการลดสวัสดิการสังคม ลดอัตราภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนและปล่อยให้ค่าจ้างลอยตัวตามกลไกตลาด เป็นการลดการแทรกแซงโดยรัฐ หันมาปล่อยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมดำเนินไปตามกลไกตลาดมากขึ้น นี่คือการกลับไปสู่แนวคิดเสรีนิยมอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจและการจ้างงานในยุโรปและอเมริกาในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงถูกเรียกว่าเสรีนิยมใหม่ (Neo-Liberalism)            

อย่างไรก็ตาม ในโลกทุนนิยมปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันว่า ช่องว่างระหว่างกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยและกลุ่มประเทศยากจนห่างกันมาก John Girling นักวิจัยอิสระ  อดีตนักวิชาการอาวุโสของ Australia National University, Canberra ได้รายงานไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ว่า พลเมืองอเมริกาคิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากรโลก แต่บริโภคทรัพยากรต่างๆ ของโลกถึงประมาณร้อยละ 35 ของทรัพยากรของโลก จนถึงปัจจุบันนี้สัดส่วนนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงขณะที่ธนาคารโลกได้รายงานให้เห็นสภาพความยากจนของประเทศต่างๆ ว่า ประชากรของโลกประมาณ 2,800 ล้านคน มีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ต่ำกว่าวันละ 2 ดอลลาร์ ในจำนวนนี้ประมาณ 1,200 ล้านคน มีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 ดอลลาร์ เด็กๆ ในประเทศยากจนเหล่านี้ประมาณ 1 ใน 5 มีอายุไม่ถึง 5 ขวบเทียบกับในประเทศร่ำรวย มีเด็กไม่ถึง 1 ใน 100 ที่เสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ และในประเทศยากจน ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เป็นโรคขาดสารอาหาร ขณะที่ในประเทศร่ำรวยเด็กวัยนี้ไม่ถึง 5% ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร และถ้าพิจารณาเปรียบเทียบรายได้ของประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน พบว่า รายได้เฉลี่ยของประเทศร่ำรวยสุด 20 ประเทศ สูงเป็น 37 เท่าของประเทศยากจนที่สุด 20 ประเทศ (World Bank, 2001 : 3)           

จากข้อเท็จจริงเช่นนี้เองที่ทำให้องค์การระหว่างประเทศต่างๆ ต้องยอมรับให้มีการช่วยเหลือประเทศยากจน และยอมรับให้รัฐเข้าไปจัดสวัสดิการให้แก่คนจน แต่สวัสดิการตามแนวคิดของพวกเสรีนิยมใหม่จะไม่ใช่เป็นสวัสดิการทั่วหน้า เป็นสวัสดิการเฉพาะเจาะจงสำหรับคนจนบางกลุ่ม ที่เห็นว่าจำเป็นต้องมีสวัสดิการให้ และสวัสดิการที่ให้นั้นก็เป็นเพียงสวัสดิการขั้นต่ำที่รู้จักกันในนาม Social Safety Net หรือโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม คือเป็นสวัสดิการในระดับที่พอทำให้คนยากจนอยู่รอดปลอดภัย ไม่ล้มหายตามจากไปด้วยการเจ็บป่วยและขาดสารอาหาร  ลักษณะทั่วไปของสวัสดิการแนว Social Safety Net คือ

1.     เป็นสวัสดิการขั้นต่ำ และคำว่าขั้นต่ำมี 3 มิติ ได้แก่ บริการสังคม ประกันสังคม และการสังคมสงเคราะห์

2.     ระดับหรือปริมาณสวัสดิการ ก็เป็นขั้นต่ำ คือให้พอประทังชีวิตอยู่ได้ในสังคม และให้ผู้รับสวัสดิการพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด

3.     จำนวนคนที่จะได้รับสวัสดิการ ก็เป็นจำนวนขั้นต่ำ หรือเป็นกลุ่มคนจนจำนวนจำกัดจำนวนหนึ่งเท่านั้น

4.     เป็นนโยบายสวัสดิการที่ลดภาระของรัฐ นั่นคือ การจัดสวัสดิการมีทั้งที่จัดโดยรัฐและจัดโดยเอกชนและชุมชนกล่าวโดยสรุป แนวคิดเสรีนิยมใหม่ยอมรับไห้มีการช่วยเหลือคนบางกลุ่มให้อยู่รอดได้ในสังคม แต่เป็นการช่วยในระดับจำกัด เพียงแค่จะทำให้คนกลุ่มนั้นพออยู่รอดและดิ้นรนต่อสู้เพื่อช่วยตนเองต่อไป

ยิ่งกว่านั้น แนวคิดเสรีนิยมใหม่ต้องการให้ภาคเอกชนและชุมชนจัดระบบสวัสดิการช่วยกันเอง โดยพยายามให้พึ่งรัฐน้อยที่สุด นโยบายสวัสดิการสังคมแบบ Social Safety Net ว่าเป็นนโยบายใจแคบ ที่หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการ พยายามผลักภาระไปยังภาคเอกชนและชุมชน ลดการใช้จ่ายในโครงการสวัสดิการสังคมต่างๆ และให้สวัสดิการเฉพาะคนจนบางกลุ่มเท่านั้น              

สำหรับในสังคมไทย แม้ว่าระดับสวัสดิการขั้นต่ำตามแนวคิด Social Safety Net นั้น ประชาชนยังไม่ได้รับอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการโดยรัฐ หรือโดยเอกชน ดังนั้น แม้จะเป็นสวัสดิการขั้นต่ำ เป็นนโยบายสวัสดิการสังคมแบบใจแคบ แต่สำหรับสังคมไทย เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะการได้รับสวัสดิการเพียงเล็กน้อยของคนจน ก็ดีกว่าไม่มีหลักประกันใดๆ เลยให้กับชีวิตและครอบครัว 

บทส่งท้าย

จากมุมมองทางทฤษฎี กล่าวได้ว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถเป็นรัฐสวัสดิการได้ เพราะผู้มีอำนาจทางการเมืองการปกครองยังเป็นกลุ่มทุนที่ไม่ยอมเสียประโยชน์จากการถูกเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดินเพื่อนำเงินมาจัดสวัสดิการให้กับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน  จากสถิติการถือครองที่ดินของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย มูลนิธิสถาบันที่ดินแห่งประเทศไทย พบว่า ประมาณ 90% ของคนไทย มีที่ดินถือครองไม่ถึง 1 ไร่ ในขณะที่คนกลุ่มที่เหลืออีก 10% ถือครองที่ดินคนละมากกว่า 100 ไร่ และมากกว่า 70% ของที่ดินที่มีผู้จับจอง ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ แต่เป็นการถือครองเพื่อเก็งกำไร นอกจากนี้สถิติการลงทะเบียนคนจนของกระทรวงพาณิชย์ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า มีเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินมาลงทะเบียน เรื่องปัญหาที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 3.2 ล้านครอบครัว (ประมาณ 9.6 ล้านคน) และในกรุงเทพมหานคร กลุ่มคนที่มีที่ดินมากที่สุด 50 อันดับแรก ถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มคนที่มีที่ดินน้อยที่สุด 50 อันดับสุดท้าย 390,000 เท่า สถิติการถือครองที่ดินดังกล่าวคือข้อยืนยันที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาลโดยกลุ่มทุนเป็นกลุ่มที่ถือครองที่ดินเป็นส่วนใหญ่

ตราบใดที่ประเทศไทยยังคงปกครองด้วยกลุ่มทุน เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการ ความจริงก็คือ ไทยยังห่างไกลจากความเป็นรัฐสวัสดิการมากนัก เปรียบเทียบเป็นตัวเลขว่า 100% เป็นรัฐสวัสดิการ เปรียบเทียบกับว่า เส้นทางเดินระยะ 100 กิโลเมตร ประเทศไทยของเราน่าจะยังอยู่ราวกิโลเมตรที่ 20 เท่านั้น(ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, 2553: 116-117)  ประเทศไทยจึงเป็นได้เพียงสังคมสวัสดิการที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องลุกขึ้นมาจัดสวัสดิการให้กับตนเองเพราะไม่อาจพึ่งรัฐได้ อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งสวัสดิการโดยการรวมกลุ่มร่วมกันสร้างขึ้นมาเองโดยไม่เรียกร้องสิทธิสวัสดิการจากรัฐเลยนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะรัฐต้องมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนโดยการจัดให้มีบริการสังคม ประกันสังคม และสังคมสงเคราะห์ที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม ในทุกๆ ด้าน

จริงๆ แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ที่เรียกว่า สังคมสวัสดิการ ในทางทฤษฎีคือ การให้สวัสดิการพื้นฐาน หรือ Social Safety Net  แก่ประชาชน ซึ่งยังคงเป็นสวัสดิการขั้นต่ำ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากกรณีการให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผู้พิการเดือนละ 500 บาท การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานเพียง 215 บาท ซึ่งไม่ได้ช่วยผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตสูงขึ้นสักเท่าไร  ถ้ารัฐต้องการให้กลุ่มคนด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต้องคิดเรื่องสวัสดิการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่เพียงให้เบี้ยยังชีพหรือขึ้นค่าแรงเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น และที่สำคัญคือ  เมื่อรัฐบาลมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปเป็นสังคมสวัสดิการ ก็ต้องระมัดระวังว่า ไม่ใช่การโยนความรับผิดชอบเรื่องสวัสดิการสังคมมาให้ประชาชนรับผิดชอบกันเองเท่านั้น แต่รัฐจะต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่งคือการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้เข้มแข็งโดยขยายมิติชุมชนให้ครอบคลุมชุมชนคนงานซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย เพื่อให้ชุมชนในชนบท ชุมชนแออัดในเมือง และชุมชนคนงานซึ่งเป็นชุมชนฐานรากมีสวัสดิการที่เข้มแข็งดูแลกันเองได้  ในขณะเดียวกัน รัฐยังคงต้องมีบทบาทในการจัดสวัสดิการสังคมด้านต่างๆที่ครอบคลุมคนทั้งประเทศต่อไป  และต้องไม่ปิดกั้นประชาชนในการเรียกร้องสิทธิสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มคนชายขอบต่างๆ เข้าไม่ถึงสวัสดิการที่จัดโดยรัฐที่มีอีกจำนวนมากด้วย

บรรณานุกรมหนังสือ

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ(2546) บทสังเคราะห์ภาพรวม การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย. กรุงเทพฯ:ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดิเรก ปัทมสิริวัฒน์(2553)

การคลังเพื่อสังคม จินตนาการและการวิจัยเพื่อสังคมที่ดีกว่า(ปรับปรุงครั้งที่5), กรุงเทพฯ: บริษัท พี.เอ. ลิฟวิ่ง จำกัดBriggs, A. (1961)

The Welfare State in Historical Perspective, in European Journal of Sociology 2, pp.221-2548.Gordon, A. & Spicker, P. (1999)

The International Glossary on Poverty. London: Zed Books.Neuhaus, R. (1979)

Social Security: How it Works in the Federal Republic of Germany. Brunswick: Friedrich Ebert Stiftung.Wann, Mai (1998) Building Social Capital, in Jane Franklin (ed.)

Social Policy and Social Justice. Oxford: Polity press, pp.154-165.World Bank (2001).

World Development Report 2000/2001: Attacking Poverty. http://go.worldbank.org/L8RGH3WLI0  

Website http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20100819/348739/ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง:เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม.html



[1] ประธานกรรมการประจำหลักสูตรบัณฑิตศึกษา คณะสังคมสงเคราระห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๓:๐๗ น.