|
รูปแบบการจัดการรายกรณีในงานสังคมสงเคราะห์ (Model of case management in social work) โสภา อ่อนโอภาส* เมื่อแนวคิดการจัดการรายกรณีได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ได้มีการพัฒนารูปแบบ การปฏิบัติงานตามแนวคิดการจัดการรายกรณีหลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้ 1. Broker service Model หรือ Expended-broker Model หรือ รูปแบบตัวกลางหรือนายหน้า ซึ่งผู้จัดการรายกรณีจะมีบทบาทหน้าที่ประสานเชื่อมโยงผู้ใช้บริการสู่บริการ/ทรัพยากรที่ต้องการจำเป็น และประสานระหว่างผู้ให้บริการที่แตกต่างหลากหลายสังกัดให้ทำงานร่วมกันหรือรับช่วงต่อกันได้อย่างมีระบบ เหมาะสมกับการช่วยเหลือผู้ใช้บริการตามแผนส่วนบุคคลที่วางไว้ หน้าที่เฉพาะของผู้จัดการตามรูปแบบนี้คือ (1) การประเมินความต้องการจำเป็นของผู้ใช้บริการอย่างองค์รวม (2) วางแผนเฉพาะราย (3) ประสานเชื่อมโยงสู่ผู้ให้บริการตามแหล่งต่างๆ (4) ติดตาม ประเมินผล (5) พิทักษ์สิทธิ์ รูปแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อมีแนวคิดลดการพึ่งพิงสถาบัน(deinstitutionalization)เพื่อใช้กับผู้ใช้บริการที่มีปัญหาซับซ้อน ซึ่งต้องใช้บริการที่หลากหลาย และค่อนข้างมีกฎระเบียบหรือการบริการที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะในระบบของการให้บริการในชุมชน(Moore 1990) จุดอ่อนของรูปแบบนี้ คือการที่คาดหวังว่าผู้จัดการสามารถเชื่อมโยงส่งต่อผู้ใช้บริการเข้าสู่แหล่งบริการทางclinicalได้ โดยที่ผู้จัดการเองไม่ต้องมีความสามารถในเชิง clinic เพราะเชื่อว่าโดยระบบแล้วการให้บริการตรง ควรเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของผู้ให้บริการด้านนั้นๆ ผู้จัดการไม่จำเป็นต้องทำงานเฉพาะด้าน เป็นเพียงแค่ตัวกลางหรือนายหน้าก็พอ 2. Clinical Case Management Model รูปแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยการตระหนักว่าผู้จัดการจะต้องทำหน้าที่ให้บริการตรงแก่ผู้ใช้บริการด้วย มิใช่เพียงแต่การประสานเชื่อมโยงเท่านั้น Kanter(1989) อธิบายว่ารูปแบบคลีนิคนี้ ผู้จัดการรายกรณีให้บริการใน 4 กรณีกว้างๆ ดังนี้ (1) ขั้นเริ่มต้นประกอบด้วย แรกรับ ประเมิน และวางแผน (2) ขั้นการเข้าแทรกแซงช่วยเหลือบริบทแวดล้อม คือการเชื่อมโยงส่งต่อสู่แหล่งทรัพยากรในชุมชน การสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้ใช้บริการ บำรุงรักษาและขยายเครือข่ายทางสังคม ประสานและร่วมมือกับบุคลากรการแพทย์และโรงพยาบาล และพิทักษ์สิทธิ์ (3) ช่วยเหลือผู้ใช้บริการ ประกอบด้วย การทำจิตบำบัดชั่วคราว เป็นระยะๆ การอบรม/สอนทักษะการดำรงชีวิตตามลำพัง การให้ความรู้ด้านจิตสังคมแก่ผู้ป่วย (4) การเข้าแทรกแซงผู้ป่วยในสถานการณ์แวดล้อม เช่น การช่วยเหลือในภาวะวิกฤต การติดตามผล แม้ว่ารูปแบบนี้จะคล้ายคลึงกับรูปแบบตัวกลางหรือนายหน้า ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการทำหน้าที่ของผู้จัดการ ผู้จัดการในรูปแบบนี้จะต้องมีทักษะเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น จิตบำบัด การให้การศึกษาจิตสังคม เป็นต้น3. Assertive Community treatment(ACT) Model หรือ Assertive Continuous Care Teams รูปแบบนี้เป็นผลมาจากการที่Stein และ Test(1980) ริเริ่มโครงการทางเลือกซึ่งใช้ชุมชนเป็นฐานในการรักษาดูแลผู้ป่วยจิตเวชมากกว่าใช้โรงพยาบาล ซึ่งเดิมเรียกว่า Program for Assertive Community Treatment (PACT) เป็นการพัฒนาชุดการให้บริการเฉพาะทางให้ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเจ็บป่วยที่รุนแรง เรื้อรัง เป็นชุดบริการที่ประมวลรวมความเชี่ยวชาญของนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องแต่ละด้านมาร่วมกันการแก้ไขช่วยเหลือผู้ป่วยในคราวเดียวกัน รูปแบบ ACT จึงให้บริการโดยทีมสหวิชาชีพ ซึ่งปกติประกอบด้วยจิตแพทย์ พยาบาล และผู้จัดการอย่างน้อย 2 คน หลักการพื้นฐานของรูปแบบ ACT มีดังนี้ (1) อัตราส่วนผู้ป่วยต่อผู้ให้บริการต่ำ(10:1 คน) (2) การให้บริการส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนหรือบ้านของผู้ใช้บริการมากกว่าในที่ทำงาน หรือโรงพยาบาล (3) นับภาระงานเป็นทีมมากกว่ารายบุคคล (4) ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง (5) บริการตรงส่วนใหญ่ให้บริการโดยทีมสหวิชาชีพ ไม่ใช่ผู้แทนหรือตัวกลาง (6) ไม่จำกัดระยะเวลาให้บริการ รูปแบบนี้เน้นการให้บริการตรงที่บ้านหรือชุมชนของผู้ใช้บริการ และมักจะไม่ส่งต่อบริการถ้าไม่จำเป็น เพราะต้องการช่วยเหลือสนับสนุนผู้ใช้บริการในกิจกรรมประจำวัน การช่วยเหลือตนเองให้ได้ เช่น การซื้อของ ซักผ้า การเดินทาง 4. Intensive Case Management Model รูปแบบนี้พัฒนาขึ้นมาจากความต้องการที่จะตอบสนองต่อจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นในงานจิตเวช จนเกิดความตระหนักว่าการจัดการรายกรณีแบบเดิมไม่เหมาะสม เพราะ ใช้ค่าใช้จ่ายสูง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จึงมีรูปแบบ ICM ที่มีอัตราส่วนผู้ใช้บริการต่ำและนำไปให้บริการในสถานที่หรือชุมชนของผู้ใช้บริการ และเป็นการช่วยให้มีทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน ความแตกต่างระหว่าง ACT กับ ICT คือ การนับภาระงาน ซึ่ง ICT จะให้บริการตรงเพียงคนเดียวหรือ 2 คน ไม่ใช่การยกทีมไปพร้อมกันเหมือน ACT 5. The Strengths Case Management Model รูปแบบการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ใช้บริการ Rapp(1993) ได้สรุปลักษณะเด่นของรูปแบบไว้ดังนี้ (1) เน้นที่ความเข้มแข็งของบุคคล/ผู้ใช้บริการมากกว่าพยาธิวิทยา (2) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการเป็นสิ่งสำคัญ (3) การเข้าแทรกแซงช่วยเหลืออยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ใช้บริการ (4) ชุมชนคือแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์มิใช่อุปสรรคในการช่วยเหลือ (5) การติดต่อช่วยเหลือและบริการเกิดขึ้นในชุมชน มิใช่สภาพที่ทำงานของผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาล (6) ผู้ป่วย/ผู้ใช้บริการมีศักยภาพในการเรียนรู้ เติบโต และเปลี่ยนแปลงได้ 6. The Rehabilitation Case Management Model รูปแบบการฟื้นฟูคล้ายคลึงกับรูปแบบการสร้างเสริมความเข้มแข็ง การฟื้นฟูเน้นความสำคัญของระบบการให้บริการแบบรายกรณีที่ให้บริการตามความต้องการและเป้าหมายของผู้ใช้บริการรายบุคคลมากกว่าการตั้งเป้าโดยนักวิชาชีพที่ให้ความช่วยเหลือ ลักษณะเด่นของรูปแบบคือการเน้นเครื่องมือในการประเมินและการรักษา รวมทั้งทักษะการอยู่รวมกันในชุมชน และการรักษาเป้าหมายส่วนบุคคล รูปแบบต่างๆเหล่านี้ อาจมีการเลื่อมล้ำทับซ้อนแล้วแต่ผู้ให้บริการจะจำกัดขอบเขตและวิธีการให้บริการของตนอย่างไร โดยสรุป K.T.Mueser และคณะได้รวมกลุ่มของรูปแบบไว้ 3 รูปแบบกว้างๆ คือ 1. Standard Case Management ประกอบด้วย Broker Model และClinical Case Management Mode 2. Rehabilitation-Oriented Community Care ประกอบด้วย Strengths Model กับ Rehabilitation Model 3. Intensive Comprehensive Care ประกอบด้วย ACT และ ICT * อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
บรรณานุกรม Kim T.Mueser, Gary R. Bond, Robert E. Drake, and Sandra G. Resnick. Models of Community Care for Severe Mental Illness : A Review of Research on CaseManagement. ( Reprint requests should be sent to Dr. K. T. Mueser, New Hampshere-Dartmouth Psychiatric Research Ctr., Main Bldg., 105 Pleasant St., Concord, 03301.1998) http://cpmcnet.columbia.edu/dept/pi/ppf/Mueser.pdf.2009Kanter, J. Clinical case management : Definition, principles, components. Hospital and Community Psychiatry, 33:456,1982.
|