การขับเคลื่อนวิถีพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม PDF พิมพ์ อีเมล
( 0 Votes )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 5299 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๔:๐๖ น.

    การขับเคลื่อนวิถีพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม:ศึกษากรณีพระสุบิน ปณีโต 

    วัดไผ่ล้อม    อำเภอเมือง   จังหวัดตราด1

    หาญณรงค์ คะชา2 

ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา

          การพัฒนาประเทศของรัฐที่ผ่านมาได้เน้นการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมมากกว่าด้านเกษตร  เพราะหวังว่าการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมจะทำให้ประเทศไปสู่ความทันสมัย ทำให้ประชาชนมีรายได้ในการบริโภคสินค้าได้มากขึ้น และจะทำให้ประชาชนโดยรวมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  แต่ผลลัพธ์คือผลประโยชน์ได้ตกอยู่แค่เพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง การนำแนวคิดการทำให้ทันสมัยตามอย่างตะวันตกมาใช้ไม่ได้ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง  มีแต่จะสร้างช่องว่างระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบท  จึงทำให้คนในชนบทมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อไปหางานทำซึ่งได้เงินมากกว่าทำไร่ทำนา  การพัฒนากระแสหลัก  ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้นำไปสู่ระบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยม  ในยุคปัจจุบันสังคมสามารถผลิตสินค้าต่างๆ  ได้อย่างมากมายทำให้คนทุกคนสามารถบริโภคได้อย่างถ้วนหน้า คนจึงมุ่งหาความสุขด้วยการเสพความสุขจากวัตถุ  ยิ่งบริโภคมากขึ้นเท่าไรก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด  มีแต่จะโดนกระตุ้นกิเลสให้ตื่นตัวอยู่เสมอเมื่อต้องการบริโภคมากก็ต้องแสวงหาทรัพย์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ให้ยึดวิถีพุทธมาใช้การดำเนินชีวิต  คือการบริโภคเพื่อบำบัดความทุกขเวทนานเกิดจากทางสรีรภาพหรือความจำเป็นทางชีวภาพ  เพราะถ้าหากไม่ได้รับการบำบัด ร่างกายไม่สามารถดำรงอยู่ได้  ปัญญาก็ไม่สามารถเกิดได้ เพราะปัญญาเป็นสิ่งที่ช่วยระงับกามสุขได้อย่างแท้จริง  เมื่อปัญญาเกิดมนุษย์ก็จะสามารถบรรลุไปถึงขั้นความสุขในระดับที่ถือว่าเป็นระดับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องบริโภคแล้ว  เช่น  ความสุขจากการมีความเมตตากรุณาผู้อื่น  หรือความสุขจากการช่วยเหลือผู้อื่น  ให้ความทุกข์ของเขาบรรเทาลง (ไชยรัตน์  เจริญสินโอฬาร. 2543 : 227) 

          การที่ประเทศไทยตั้งใจพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก  ซึ่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจ หรือการยึดค่านิยมทางวัตถุ กอปรด้วยความทันสมัยทางเทคโนโลยีคมนาคมสื่อสาร  จึงส่งผลทำให้ชุมชนชนบทซึ่งเคยมีวิถีชีวิตแบบพออยู่พอกิน  พึ่งตนเอง  เกื้อกูลกัน  ชุมชนสงบสุข  เปลี่ยนไปเป็นชุมชนที่มุ่งแสวงหาความสะดวกสบาย  แก่งแย่งชิงดีกัน  โอ้อวดความมั่งมี  (มณีรัตน์      ลิ่มสืบเชื้อ และคณะ. 2549:96) สำหรับชุมชนในจังหวัดตราดก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยมเสรีและกระแสบริโภคนิยมเช่นกัน  แต่ที่นี่ได้มีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง นั่นคือ พระสุบิน  ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม   อำเภอเมือง  จังหวัดตราด   ซึ่งมีบทบาทในด้านการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต และนำพาชาวบ้านดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธ  พระสุบิน ปณีโต ได้รับความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนในจังหวัดตราดเป็นอย่างมาก  ดังนั้นจึงเป็นมูลเหตุจูงใจที่จะศึกษาบทบาทของพระสุบิน  ปณีโต ว่าภายใต้กระแสบริโภคนิยมในยุคปัจจุบันท่านมีบทบาทอย่างไรในการใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง  ในการสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านมีวิถีชีวิตแบบพุทธ  มีปัจจัยอุปสรรคใดบ้าง  และมีปัจจัยเกื้อหนุนใดบ้าง

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

          เพื่อศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาตามทฤษฎีความทันสมัยและนโยบายของรัฐที่มีต่อชุมชนชนบท   กระบวนการขับเคลื่อนของพระสุบิน  ปณีโต ในการสร้างชุมชนวิถีพุทธ ภายใต้กระแสบริโภคนิยมและปัจจัยที่มีผลต่อการรื้อฟื้นและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนวิถีพุทธในยุคปัจจุบัน

 

ระเบียบวิธีการวิจัย

          ผู้ศึกษาได้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาโดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นรายบุคคล  ได้แก่  พระสุบิน  ปณีโต พระภิกษุสงฆ์  ผู้นำชุมชน สมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ประธานกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ การสัมภาษณ์กลุ่ม ได้แก่ สมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  และการสังเกตในขณะที่ผู้ศึกษาอยู่ในชุมชน ลักษณะเนื้อหาในการศึกษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา ของหมู่บ้านที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง  ผลกระทบจากการพัฒนาที่มีผลต่อชุมชนชนบท  กระบวนการขับเคลื่อนวิถีพุทธของพระสุบิน  ปณีโตและ ปัจจัยที่มีผลต่อการรื้อฟื้นและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนวิถีพุทธในยุคปัจจุบัน

 

ผลการวิจัย

          การพัฒนาตามทฤษฎีความทันสมัยที่ประเทศไทยได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ  ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) รวมทั้งนโยบายของรัฐที่มีต่อชนบท  โดยภาพรวมทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว แต่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองกับชนบท  ทำให้คนชนบทมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อหางานทำ  เป็นผลให้เมืองเกิดปัญหาสังคมตามมา  ในขณะเดียวกันชนบทก็เกิดปัญหาผลผลิตตกต่ำ  ทำให้เกษตรกรรายย่อยเป็นหนี้สิน นอกจากนี้ทรัพยากรธรรมชาติถูกดึงจากชนบทเข้ามารองรับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว  ส่งผลให้ชุมชนชนบทอ่อนแอ  กอปรด้วยความเจริญทางด้านเทคโนโลยีสื่อสารและคมนาคม  ส่งผลให้วิถีชีวิตในชนบทค่อยๆ  เปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมบริโภคนิยมตามกระแสทุนนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ  ทำให้ชนบทล่มสลายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม  รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกทอดทิ้ง

          สำหรับกระบวนการขับเคลื่อนวิถีพุทธของพระสุบิน  ปณีโต มีหลักการสำคัญ คือ

          (1)  การสร้างสัมมาทิฐิให้กับประชาชนในชุมชน ให้เข้าใจปัญหาของตนให้ชัดเจน

          (2)  การแก้ไขปัญหาของประชาชนในชุมชนต้องจัดตั้งเป็นกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต   มีการวางกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่สามารถยืดหยุ่นได้ตามบริบทของชุมชน

          (3) การสร้างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ต้องไม่มีการขยายไปอย่างรวดเร็ว  เพราะการจัดตั้งกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนยังขาดความเข้าใจจะทำให้กลุ่มล้มได้ง่าย

          (4)  การสร้างจิตสำนึกด้วยหลักธรรมเป็นสิ่งที่สร้างจิตวิญญาณให้บังเกิดขึ้นกับคน  ซึ่งจะก่อให้เกิดความขยันหมั่นเพียร  ความซื่อสัตย์สุจริต และความเสียสละเพื่อส่วนรวม

          (5)  การสร้างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ให้เข้มแข็งต้องทำในรูปเครือข่ายโดยใช้กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ที่เข้มแข็งเป็นผู้ถ่ายทอดบทเรียนให้กับกลุ่มที่อ่อนแอกว่า

         (6)  การติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ช่วยให้กลุ่มสรุปบทเรียนและประสบผลสำเร็จมากขึ้น

          ปัจจัยที่มีผลต่อการรื้อฟื้นและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนวิถีพุทธในปัจจุบัน  ได้แก่ 

          (1) พระสุบิน  ปณีโต  เป็นพระนักพัฒนาเชิงรุกที่มีทั้งความรู้และศรัทธาบารมี   จึงทำให้ การจัดการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ เป็นไปค่อนข้างราบรื่น และการขยายตัวของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ขยายออกไปอย่างเป็นระบบ 

          (2)  กรรมการ ซึ่งนอกจากเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับของชุมชนแล้ว  ยังมีจิตวิญญาณต่อส่วนรวมอีกด้วย  ส่งผลให้กลุ่มเข้มแข็ง

          (3 ) บริบทชุมชนชนบทในจังหวัดตราด  ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมากนัก  ทำให้วิถีชีวิตแบบดังเดิมยังคงพอมีหลงเหลืออยู่  ทำให้พระสุบิน  ปณีโตขับเคลื่อนวิถีพุทธไปได้ด้วยดี   

          (4 ) เครือข่ายในชุมชนได้เข้ามาช่วยพระสุบิน  ปณีโตในการขับเคลื่อนวิถีพุทธ  ซึ่งนอกจากการคิดกิจกรรมต่างๆ เพื่อต่อยอดกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ แล้ว  ยังเป็นผู้ประสานให้เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนกับองค์กรภายนอกอีกด้วย 

          (5) กฎหมายรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2540 ได้เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น

          (6 ) องค์กรภายนอกให้ความร่วมมือ ทำให้ชุมชนเกิดการมีส่วนร่วม เกิดกระบวนการเรียนรู้ และรู้จักคิดหาทางแก้ปัญหาในชุมชนด้วยตนเอง  

 

อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 

          จากกระบวนการขับเคลื่อนวิถีพุทธของพระสุบิน  ปณีโต  ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ผู้ศึกษาสามารถอธิบายได้ว่า สถานการณ์ชุมชนในชนบทล่มสลาย กอปรด้วยพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสั่งพระภิกษุสาวกว่า  “เธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนเป็นอันมาก”  พระสุบิน  ปณีโต จึงนำแนวคิดการสะสมเงินทีละน้อย  แล้วค่อยๆให้ชาวบ้านศึกษาเรียนรู้เพื่อให้มีความรู้ความสามารถบริหารจัดการได้ อันเป็นวิธีที่น่าจะช่วยเหลือชาวบ้านได้  ท่านจึงเอากลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  นำร่อง  แต่เอาธรรมะนำก่อน  ทำให้เห็นปัญหาโครงสร้าง  และเอาเงินตามลงไป  ทำแบบองค์รวม  ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความเสียสละ  เห็นอกเห็นใจกันและเกื้อกูลกัน  ท่ามกลางกระแสทุนนิยม  มีรายละเอียด  ดังนี้

          1.  ผลกระทบจากการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 - แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 10

          จากผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยได้ใช้แนวทางการพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ  ฉบับที่  1 – 10  ส่งผลให้ประเทศมีเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น  แต่ก็มีปัญหาในการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนไม่ทั่วถึง  ซึ่งเป็นผลจากรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่กับคนกลุ่มน้อย  ในทางกลับกันรายได้ส่วนน้อยของประเทศตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ซึ่งมีอาชีพเกษตรกร  ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ  ตามมาอีกมาก  เช่น  ลัทธิวัตถุนิยม สังคมไทยกลายเป็นสังคมบริโภคนิยม การดูดกลืนทางวัฒนธรรมรวมถึงปัญหาสังคมต่างๆ  เช่น  สภาพครอบครัวแตกแยก  การอพยพแรงงานต่างถิ่น  ชุมชนแออัด  สังคมเกิดความอ่อนแอ  ยาเสพติด  อาชญากรรม  โสเภณีเด็ก  และสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม 

          2.  กระบวนการขับเคลื่อนวิถีพุทธของพระสุบิน ปณีโตในการสร้างชุมชนวิถีพุทธภายใต้ กระแสบริโภคนิยม 

          จากผลการศึกษาพบว่า  พระสุบิน  ปณีโต ให้ชาวบ้านมารวมเงินกัน  โดยเน้นให้เห็นถึงปัญหา  แล้วชี้แนะแนวทาง  ซึ่งมีหลักการชี้แนะ  2  ข้อ คือ
          (1)  ชี้ให้ชาวบ้านเห็นถึงสภาพปัญหาของชุมชน  และความสำคัญในการรวมกลุ่ม 
          (2)  ใช้ธรรมะนำหน้าเงิน  คือใช้เงินเป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตใจให้เกิดการเกื้อกูลกัน 

          การรวมกันของชาวบ้านซึ่งเป็นผลมาจากแนวคิดของพระสุบิน  ปณีโต  โดยมีชื่อว่ากลุ่มสัจะสะสมทรัพย์ฯ  นั้นมีเงื่อนไขให้ชาวบ้านสร้างประโยชน์ร่วมกัน  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จึงเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนอีกด้วย  การตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จะเริ่มต้นจากเงินตัวเอง  เริ่มจากจำนวนน้อย  และกำหนดจำนวนการรับเข้ากลุ่มไว้  1  ปี  เปิดรับครั้งเดียว  และรับเพียง  4  ปี  แล้วปิดไว้ก่อน  ปล่อยให้อีก  2 ถึง 3  ปีแล้วเปิดใหม่  นอกจากนี้ยังไม่รับคนนอกชุมชน    ดังนั้นกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จึงใช้วิธีการเน้นคนที่สนใจจริงๆ  ก่อนแล้วทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ  เห็นแล้วสร้างวัฒนธรรมกลุ่มขึ้นมา  จากนั้น  เมื่อเปิดรับรุ่นต่อมาสมาชิกก็ต้องเดินตามแนวทางที่รุ่นแรกได้ปฏิบัติไว้  กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จึงมีหลักในการจัดการ  คือ  “ต้องเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่”  เพื่อที่จะง่ายต่อการจัดการในกลุ่มและค่อยๆ เริ่มเกิดการเรียนรู้ในการจัดการด้วยตัวเอง จึงทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้  เพราะปัญหาของชุมชนตอนนี้คือต่างคนต่างอยู่  จึงต้องใช้เงินมาเป็นเครื่องที่มาเปลี่ยนความคิดใหม่ให้คนกลับมารวมกันเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  จึงต้องเริ่มจากจำนวนน้อยก่อนจึงจะไปรอด  ซึ่งเป็นผลให้ชุมชนมีรากฐานที่มั่นคง 

          ตามแนวคิดของ  Rabibhadana  Akin (Rabibhadana, A.1982:73-75) ได้กล่าวว่า “กระบวนการการเข้ามามีส่วนร่วมในระดับขั้นตอนต่างๆ  จะต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุปัญหาของชาวบ้านด้วยตัวเองและการเข้าร่วมนี้จะต้องเกิดจากจิตวิญญาณของชาวบ้านเอง  โดยมิใช่การเข้าร่วมเพราะความศรัทธา  ความเกรงใจ  หรือถูกบังคับ  เมื่อประชาชนรู้ปัญหาและสาเหตุของปัญหาแล้วชาวบ้านก็ต้องมีส่วนร่วมในการคิดและหาแนวทางแก้ไขด้วยตัวเอง  ต่อไปก็เป็นการมีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติงาน  โดยเฉพาะทางด้านแรงงาน  จะทำให้ชาวบ้านเกิดความผูกพัน  รักใคร่ปรองดองกันมากขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของกิจกรรมที่เกิดขึ้น  ช่วยกันบำรุงรักษาให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป  นอกจากนี้ชาวบ้านจะต้องมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล  เพื่อการค้นหาข้อดีและข้อบกพร่องอันเเกิดจากการดำเนินกิจกรรม  ซึ่งจะได้นำไปเป็นบทเรียนในการแนวทางปรับปรุงแก้ไข  และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป” 

          ดังนั้น พระสุบิน  ปณีโตใช้วิธีการชี้ปัญหาให้แก่ชาวบ้าน  แล้วรวมกลุ่มกันด้วยความสมัครใจ  โดยมีแนวคิดให้สะสมเงินทีละน้อย  แล้วค่อยๆ  ให้ชาวบ้านศึกษาเรียนรู้เพื่อให้มีความรู้ความสามารถบริหารจัดการด้วยตัวเองได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ตกลงกัน  หากกลุ่มประสบปัญหาพระสุบิน  ปณีโตก็เป็นแค่เพียงผู้ชี้แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้เท่านั้นและให้ชาวบ้านเลือกรับวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จังหวัดตราดให้ความช่วยเหลือด้วย  โดยใช้เทคนิคกระบวนการกลุ่มเพื่อให้เกิดเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ  และมีกิจกรรมต่อยอดจากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  ค่อนข้างชัดเจน  เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเสริมแรงในการขับเคลื่อนชุมชนไปสู่วิถีพุทธ

          3.  เงื่อนไขสำคัญต่อการรื้อฟื้นและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนวิถีพุทธในยุคปัจจุบัน

          3.1  เงื่อนไขภายในกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  การที่พระสุบิน  ปณีโตได้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ และใช้เป็นเครื่องมือ  ในการส่งเสริมให้ชุมชนเป็นวิถีพุทธได้นั้น  เพราะกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ         มีพระสุบิน  ปณีโตเป็นผู้นำหลัก   ซึ่งโดยความเชื่อดั้งเดิมที่ยังเหนียวแน่ของคนส่วนใหญ่ในจังหวัดตราดถือว่าพระสงฆ์เป็นผู้นำทางปัญญาและทางคุณธรรม    กอปรด้วยพระสุบิน  ปณีโตยังเป็นผู้มีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่เกิดจากการไปศึกษาดูงานและลงมือปฏิบัติงานจริงมาระยะเวลาหนึ่ง  นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่นำ ความรู้ที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปบทเรียนกับผู้อื่นอยู่เสมอ  ทั้งกับผู้เชี่ยวชาญในงานแขนงต่างๆ    รวมทั้งชาวบ้านผู้ประสบปัญหาจริงในทุกโอกาส    การมีพระสุบิน ปณีโตเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน  ส่งผลให้เกิดเป็นรูปธรรมในรูปกิจกรรมต่างๆ  ของกองทุนกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จึงมีส่วนทำให้ความนิยมในกองทุนเพิ่มมากขึ้น  ยิ่งทำให้การขยายกลุ่มสัจะสะสมทรัพย์ ดำเนินการเพิ่มปริมาณกลุ่มได้เร็วและมีการจัดการค่อนข้างมีประสิทธิภาพ    ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง  พึ่งพาอาศัยกันได้ในระดับหนึ่ง  อันเป็นผลนำไปสู่การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ  ร่วมกันได้

          กรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  เมื่อรวมกลุ่มได้แล้วมีการเลือกตั้งกรรมการ  ทำให้ได้ผู้นำที่เป็นฆราวาส  คุณสมบัติที่สมาชิกส่วนใหญ่ใช้ในการเลือกกรรมการก็คือ  “การได้รับการยอมรับว่าเป็นคนดี”  เกณฑ์ของคนดีก็  คือ การเป็นผู้ปฏิบัติตนในกิจกรรมทางพุทธศาสนา ผู้ศึกษา  พบว่า กรรมการที่เข้ามาทำงานให้กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ    คือ เป็นผู้ที่มีความเสียสละต่อส่วนรวมเป็นอย่างสูง    จากการศึกษาดังกล่าวเห็นได้ว่า กรรมการเป็นผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม  เป็นที่ยอมรับของชุมชนและมีอุดมการณ์ที่ต้องการรื้อฟื้นวิถีชีวิตที่สงบสุข  พออยู่พอกิน  สังคมมีคุณธรรม  กลับคืนสู่ชุมชน  ทำให้การจัดการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  เป็นไปตามแนวทางของพระสุบิน  ปณีโต  คือ  การใช้หลักประชาธิปไตยในการปกครอง  การพิจารณาการกู้ยืมต้องเสมอภาคและยุติธรรม  และอดทนต่อคำติฉินนินทา  ดังนั้นจึงถือได้ว่ากรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการบริหารจัดการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ         ให้ดำเนินการไปค่อนข้างราบรื่นตามกฎเกณฑ์ของกลุ่ม  ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนแข้มแข็งและพึ่งตนเองได้   

          3.2  เงื่อนไขภายในชุมชน  การศึกษาการขับเคลื่อนวิถีพุทธในชุมชน  พบว่า บริบทของชุมชนชนบทในจังหวัดตราดเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีส่วนต่อการดำเนินชีวิตแบบพออยู่พอกิน การดำเนินชีวิต         นับได้ว่าสามารถพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง  และได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมเมืองและวัตถุนิยม           ไม่มากนัก  รวมทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในพื้นที่  และการปลุกจิตสำนึกโดยพระสุบิน  ปณีโต  เป็นผู้นำ  ซึ่งเผอิญเป็นพระสงฆ์ที่มีวิสัยทัศน์และประสบการณ์สูง  ทำให้ประชาชนมีศรัทธาเชื่อมั่นสูง  ในการเทศนาธรรมแต่ละครั้ง  พระสุบิน  ปณีโต  และคณะจะใช้วิธีการสื่อสารหลายทาง    นอกจากนี้วิถีชีวิตชนบท  ซึ่งยังคงมีวัดเป็นศูนย์กลางในการดำรงรักษาและเผยแพร่ด้านคุณธรรมและด้านภูมิปัญญา  ทำให้คนได้มาพบปะสังสรรค์  ร่วมทำบุญกุศล  และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ก่อให้เกิดความอบอุ่นและมีหลักยึดในชีวิต  (ขัตติยา  กรรณสูต. 2544 :137 – 139)  จะเห็นได้ว่าชุมชนชนบทส่วนใหญ่ในจังหวัดตราดยังมีเศรษฐกิจเข้มแข็ง  พึ่งตนเองได้  คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทย  มีความผูกพันระหว่างบ้านกับวัดและมีพระเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ  ส่งผลให้ชุมชนอยู่ได้อย่างสมดุลกับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน

          นอกจากนี้   การศึกษาการขับเคลื่อนวิถีพุทธในชุมชน  พบว่า  เครือข่ายได้เข้ามามีส่วนต่อการรื้อฟื้นและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนวิถีพุทธซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษากลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯของชีวิต  พระสุบิน  ปณีโต  จังหวัดตราด  กล่าวถึงเมื่อจำนวนกลุ่มเพิ่มและสมาชิกแต่ละกลุ่มขยาย     จึงมีการจัดตั้งองค์กรเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  ของจังหวัดตราด เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในโครงการบริหารเพื่อแบ่งเบาภาระของพระสุบิน  ปณีโต    เพื่อประสานงานระหว่างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ (กลุ่มย่อย)  และเพื่อประสานงานภายนอกด้วย  ในส่วนคณะกรรมการอุดมการณ์ฯ นั้น  จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน  การแบ่งงานจะเกิดขึ้นตามสภาพความจำเป็น  ความสมัครใจ  และความถนัดของแต่ละคน  ภายใต้การจัดวางโครงการแบบหลวมๆ  ไม่มีผู้สั่งการ  โดยพระสุบิน  ปณีโต  ได้ให้หลักการของแต่ละคนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์   ในวันที่ 31  มกราคม  2542  ได้จัดงาน “มงคลเสวนา” ขึ้นเป็นครั้งแรก  ณ วัดไผ่ล้อม  อำเภอเมือง   โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้แกนนำกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ มาร่วมทบทวนเป้าหมายของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ    การจัดงาน  “มงคลเสวนา”  จึงถือปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี   และต่อมาในงานวันมงคลเสวนา  ครั้งที่  3  วันที่  31  มกราคม  2544 ได้มีการปรึกษาร่วมกันว่า  แต่ละกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ (กลุ่มย่อย)  ควรส่งตัวแทนมาร่วมพบปะกันทุกเดือน  เพื่อให้กลุ่มต่างๆ มาสะสมเงินประจำเดือนและเป็นการทำความรู้จักกัน  มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  มาร่วมกำหนด ทิศทางการพัฒนากลุ่มร่วมกัน  (พระสุบิน  ปณีโต. 2547 : 11)    จะเห็นได้ว่า  เครือข่ายได้เข้ามามีส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระให้แก่พระสุบิน  ปณีโต    ดังนั้นการทำงานเป็นเครือข่ายจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการเชื่อมร้อยกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ (กลุ่มย่อย)  ในจังหวัดตราด  ที่ทำให้ชุมชนวิถีพุทธดำรงอยู่ได้

          3.3  เงื่อนไขภายนอก   การศึกษาการขับเคลื่อนวิถีพุทธในชุมชน  พบว่า นอกจากได้การนำเงื่อนไขทางกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540  มาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเป้าหมายแล้ว  ชุมชนยังมีความสัมพันธ์กับองค์กรสนับสนุนภายนอกที่เข้ามามีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนวิถีพุทธอีกด้วย  กล่าวคือ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  มีคณะกรรมการอุดมการณ์กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  จังหวัดตราด  เป็นผู้รับหน้าที่ประสานงานโครงการจากองค์กรสนับสนุนภายนอก  ได้แก่  สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา    สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม  (SIF)  และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ (สสส.)  ซึ่งโครงการต่างๆ  ได้มีส่วนสำคัญทำให้ชุมชนเกิดการรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังและหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาต่างๆ   ด้วยตนเอง ทำให้ชุมชนมีรากฐานที่เข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เช่น โครงการแผนแม่บทชุมชน  โครงการแผนสุขภาพชุมชน  และโครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออกเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน  เป็นต้น  องค์กรสนับสนุนภายนอกมีส่วนสำคัญที่จะสามารถทำให้ชุมชนมีกิจกรรมต่อยอดจากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ที่ทำได้ในระดับการออม การกู้ยืม และการจัดสวัสดิการ  ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งในปัจจุบันที่เครือข่ายได้เข้ามามีบทบาทส่งเสริมทำให้ชุมชนวิถีพุทธดำรงอยู่ได้ต่อไป

จากผลการศึกษา  ผู้วิจัยให้ข้อเสนอแนะ  ดังต่อไปนี้   

          1.  ผู้ปกครองควรนำเด็กเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัด เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ศาสนธรรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อันเป็นผลทำให้เด็กได้รับการปลูกฝังทางด้านคุณธรรมจริยธรรม  ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้เด็กเข้าใจการดำเนินชีวิตแบบวิถีพุทธ  ซึ่งจะส่งผลให้ก่อเกิดรากฐานที่เข้มแข็งของชุมชนและสังคมต่อไปในอนาคต

          2.  ผู้ปกครองควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตแบบพออยู่พอกินแก่สมาชิกในครอบครัว  ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความรอบรู้ที่เหมาะสมแก่การบริโภคสื่อต่างๆ  เพื่อที่สมาชิกในครอบครัวรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก  รวมทั้งไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบทุนนิยม ซึ่งใช้สื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นกิเลสของคนให้ต้องแสวงหาวัตถุมาตอบสนองความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          3.  ชาวบ้านควรมีจิตวิญญาณวิถีพุทธ  คือ  การยึดหลักการดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนของพระสุบิน  ปณีโตที่ได้นำแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาชุมชน  ว่าควรลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย  แต่สามารถจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  ได้  ตัวอย่างเช่นมีรถยนต์  โทรศัพท์มือถือ  เครื่องปรับอากาศ  แต่เมื่อมีแล้วจะไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน  ในที่สุดต้องไปกู้หนี้ ทั้งในระบบและ                 นอกระบบเพื่อมาหมุนแทนก่อน  ดังนั้นชาวบ้านควรตระหนักและปฏิบัติตามด้วยจิตสำนึกของตนเอง           เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่ปฏิบัติได้เช่นนี้แล้ว  จะทำให้เป็นชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

          4.  กรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ควรพิจารณาการปล่อยกู้อย่างรอบครอบ กล่าวคือ  ก่อนที่จะอนุมัติให้สมาชิกกู้  กรรมการควรใช้วิจารณญาณดูว่า  สมาชิกจะกู้เงินไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด  จากการศึกษาพบว่า  ผู้กู้มักจะไม่บอกความจริงว่ากู้ไปทำอะไร  แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่า  “เอาไปซื้อปุ๋ย  เอาไปลงทุนค้าขาย  เอาไปหาหมอ  หรือ  เอาไปจ่ายค่าเทอมให้ลูก”  เมื่อบอกเช่นนี้ กรรมการก็จะอนุมัติวันนั้นทันที  ทั้งที่ผู้กู้อาจจะเอาไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์  เช่นเอาไปซื้อจักรยานยนต์  หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มุ่งให้สมาชิกใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน  ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย  ดังนั้นกรรมการนอกจากจะทำตามหน้าที่แล้ว  ยังต้องมีจิตสำนึกของผู้นำที่จะทำให้กลุ่มสามารถนำพาสมาชิกไปสู่เป้าหมายอีกด้วย

          5.  คณะกรรมการอุดมการณ์กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ  ควรทำงานให้ประสานสอดคล้องกันกับองค์กรภายนอกที่เข้ามาสนับสนุน  คือ  เริ่มตั้งแต่การประชุมร่วมกันวางแผน  จนถึงการประเมินและติดตามผลร่วมกัน  จากการศึกษาพบว่า  คณะกรรมการอุดมการณ์ฯ  แม้ว่าจะมีหน้าที่ประสานงานกับองค์กรภายนอก  แต่ลักษณะการทำงานเป็นแบบต่างคนต่างทำ  ดังนั้นองค์กรทั้งสองฝ่ายดังกล่าวจึงต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่  เพื่อจะทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงและสามารถดำเนินการคิดค้นโครงการใหม่ๆ   ด้วยตนเองได้  นอกจากนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานที่ซํ้าซ้อนกันด้วย

         6.  รัฐควรเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากฐานล่างในทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม  พร้อมกับการก่อร่างโครงสร้างใหม่จากฐานล่างที่เข้มแข็ง โครงการต่างๆ ควรสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของชุมชนและต้องเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินกิจกรรมด้วยตนเองต่อไปได้

         7.  สถาบันการศึกษาระดับต่างๆ    ควรจะมีการเรียนการสอนเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”  กันอย่างจริงจัง ทั่วถึงและต่อเนื่อง  ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น  อันจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้จักรกลและเครื่องยนต์ทำงานได้  นำพาชนบทหรือเมืองไปสู่การพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

          8.  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติควรเร่งศึกษาวิจัยในประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับบทบาทของวัดและพระสงฆ์กับการพัฒนาสังคมไทยในปัจจุบัน เพื่อที่จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้พระสงฆ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมมากขึ้น  โดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านจิตใจ  เพราะนอกจากวัดและพระสงฆ์จะเป็นองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมแล้ว  ยังเป็นผู้นำทางปัญญาและทางคุณธรรมอีกด้วย  ซึ่งนับว่าเป็นทุนทางสังคมหนึ่งที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนชุมชนให้ไปสู่สังคมสันติสุขทั้งทางด้านเศรษฐกิจพอเพียงและด้านสังคมคุณธรรม 

 

--------------------------------------------------------------------

 

1 สรุปจากวิทยานิพนธ์เรื่อง การขับเคลื่อนวิถีพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม:ศึกษากรณีพระสุบิน ปณีโต วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง   จังหวัด  ตราด หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต(การบริหารสังคม) บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ,2549
2
สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารสังคม) รุ่นที่ 13 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

 

 

 

บรรณานุกรม 

ขัตติยา  กรรณสูต. สวัสดิการโดยภาคประชาชน(1) กลุ่มออมทรัพย์. กรุงเทพฯ:  เอดิสัน เพรส โปรดักส์, 2544.

ไชยรัตน์  เจริญสินโอฬาร. วาทกรรมการพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2543. 

พระสุบิน  ปณีโต. การจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต. [ม.ป.ท.],2547.   

มณีรัตน์  ลิ่มสืบเชื้อ และคณะ. วิถีไทย.  กรุงเทพฯ: พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2549.

อภิชัย  พันธเสน. พุทธเศรษฐศาสตร์ : วิวัฒนาการ ทฤษฎี และการประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์สาขาต่างๆ.กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. 

Rabibhadana, A. “The Transformation of Yokkrabut, Changwat Samut Sakorn”. Thai Journal of Development Administration. 22, 1 : 73-75, 1982.

 

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น.