การแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชน PDF พิมพ์ อีเมล
( 3 Votes )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 14866 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๖:๐๖ น.

การแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชน

นวลใย  วัฒนกูล* 

      องค์กรปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว ยืนยันว่าการดื่มเหล้าของผู้ชายมีผลทำให้เกิดการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งผู้ที่ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก   มีผลกระทบต่อครอบครัวทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและเศรษฐกิจ สังคม ที่สำคัญได้ระบุว่าผลกระทบทางสังคมด้านพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการกระทำความรุนแรงในครอบครัวนั้นเป็นระบาดวิทยาอย่างหนึ่ง คือ การเกิดวงจรการดื่มเหล้าและกระทำความรุนในครอบครัวอย่างไม่สิ้นสุด การแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวได้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการส่งเสริมให้ผู้หญิงปรับตัวและทำบทบาทของตนเองในความเป็น ภรรยา แม่ และเป็นแบบอย่างที่ดี และการสงเคราะห์ช่วยเหลือ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน จึงได้มีการพยายามแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชนมากขึ้น  

คำสำคัญ : เหล้า ความรุนแรงในครอบครัว

        การแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชน   

      เหล้าเป็นคำเรียกโดยรวมที่ใช้เรียกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดที่ดื่มแล้วเมา สังคมไทยมีภาพการใช้เหล้า 3 ลักษณะ คือ 1) ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อและประเพณีต่างๆ 2) ใช้ดื่มเพื่อเป็นยาและคลายเครียด 3) ใช้เป็นเครื่องดื่มที่แสดงออกของความเป็นลูกผู้ชาย อย่างไรก็ตามพบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการดื่มเหล้ามากขึ้นทุกเพศทุกวัยและนิยมดื่มกันได้ทุกโอกาส เทศกาลงานบุญประเพณีต่างๆ และพิธีกรรมต่างๆ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าปี 2543 คนไทยดื่มเหล้าสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก เฉลี่ยดื่มคนละเกือบ 14 ลิตรต่อปี   การดื่มเหล้าจำนวนมากเช่นนี้ของคนไทยกระจายอยู่ในชุมชนทุกแห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก่อให้เกิดผลเสียหายที่แก่สังคมโดยรวมและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  และประเด็นสำคัญคือการสร้างปัญหาสังคมในครอบครัวและสังคมแล้วย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามในระยะเวลาประมาณ4ที่ผ่านมา(2546-2549)ได้มีหลายหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาชนที่พยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน  ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้ด้วยหลายองค์กร จึงมีความประสงค์ที่จะนำเสนอบทเรียนดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องและยังยืนต่อไป ด้วยการเริ่มจากการเข้าใจเรื่องความสำคัญของครอบครัว เหล้าและความรุนแรงในครอบครัว   การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบในสังคมไทยและการใช้ฐานชุมชนในการแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว ดังนี้

ความความหมายและความสำคัญของครอบครัว

      ครอบครัวมีความหมายสองลักษณะ คือ  ในเชิงโครงสร้างและ ในเชิงคุณภาพ (พูนสุข ช่วยทอง 2548:2)ในเชิงโครงสร้าง มี 2 ประเภท คือ (1) ครอบเดี่ยว หมายถึง ครอบครัวที่มีโครงสร้างของครอบครัวประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก ที่ชีวิตร่วมกันทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ มีปฏิสัมพันธ์ดูแลซึ่งกันและกัน และ (2) ครอบครัวขยาย หมายถึง ครอบครัวที่มีโครงสร้างของครอบครัวที่ประกอบด้วย ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ และลูก ในเชิงคุณภาพ คือครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวปรับตัวกันได้อย่างเหมาะสมสามารถให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน เป็นที่พึ่งพิงที่อบอุ่นทั้งร่างกายและจิตใจของสมาชิกในครอบครัว ขัดเกลาสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม ปลูกฝังและสร้างค่านิยมที่ดีให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของสมาชิกในครอบครัว

      ดังความหมายดังกล่าวข้างต้น ครอบครัวจึงเป็นหน่วยสังคมที่มีขนาดเล็กที่สุดและสำคัญที่สุดในการวางรากฐานการเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาในครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เหล้าและความรุนแรงในครอบครัว

      พันธกิจสำคัญที่สามีภรรยาจะต้องเรียนรู้และทำให้สำเร็จ 2 ประการในการอยู่ร่วมเป็นครอบครัว คือ 1) พันธกิจของความสัมพันธ์ภายในระหว่างสามีกับภรรยาโดยตรงประกอบด้วย        

(1) ความรักใคร่ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน
(2) การอุทิศให้แก่กัน
(3) การแก้ไขข้อขัดแย้งและประนีประนอมกัน
(4) การสร้างสมดุลของอำนาจอย่างเหมาะสม และ พันธกิจความสัมพันธ์ภายนอกเป็นระหว่างสามีภรยากับระบบภายนอกอื่นๆ ประกอบด้วย
          (1) ความสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมและเพื่อนฝูง
          (2) ความสัมพันธ์กับลูก และ
          (3) การร่วมมือกันปกครองลูกและจัดระบบครอบครัว(พูนสุข ช่วยทอง 2548:3)

      ในบริบทสังคมไทยการดำเนินชีวิตครอบครัวตามพันธกิจดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้ชายเป็นใหญ่มีบทบาทในการนำครอบครัวให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว  ด้วยความเชื่อที่ว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง” พ่อแม่มีความกังวลใจหากบุตรสาวของตนมีอายุมากแล้วยังไม่มีชายใดมาขอแต่งงานด้วยว่าในอนาคตจะลำบากเพราะขาดผู้นำครอบครัว แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าผู้หญิงขาดความปลอดภัยในครอบครัวของตนเองมากขึ้น  ด้วยเหตุผล ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่สามารถทำบทบาทผู้นำครอบครัวด้านเศรษฐกิจ คือหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวอย่างสมบูรณ์ ผู้หญิงต้องออกมาทำหน้าที่หารายได้จุนเจือครอบครัวไปพร้อมกันกับการทำงานบ้านเลี้ยงลูกและดูแลสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวในขณะที่มีผู้ชายเป็นส่วนน้อยที่ช่วยเหลืองานในครอบครัว ที่สำคัญผู้หญิงบางส่วนได้รับการกระทำความรุนแรงจากผู้ชายที่เป็นสามีหรือพ่อกระทำความรุนแรงมากขึ้น

      ความรุนแรงในครอบครัว หมายถึงพฤติกรรมการล่วงละเมิด บังคับ ขู่เข็ญ ทำร้าย  โดยบุคคลในครอบครัว มีหลายรูปแบบ เช่น การใช้กำลังทำร้ายทุบตี ไม่รับผิดชอบครอบครัว การนอกใจภรรยาการขายลูกสาว ทำให้อับอาย เศร้าเสียใจ การมึนตึงไม่พูดด้วย การปิดกั้นทางสังคมไม่ให้ติดต่อกับเพื่อน ญาติพี่น้องหรือสังคมภายนอก การควบคุมทางการเงินเพื่อให้ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากอีกฝ่ายหนึ่ง การข่มขืนกระทำชำเราจากบุคคลในครอบครัวฯลฯ (มูลนิธิเพื่อนหญิง)

      มีรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ที่น่าสนใจ เช่น สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ คือ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด คมชัดลึก มติชน และสยามรัฐ (มกราคม – 26 ตุลาคม 2547) พบเหตุการณ์ ความรุนแรงในครอบครัวรวม 63 กรณี    มีผู้ถูกกระทำทั้งสิ้น 67 คน และผู้กระทำผิด จำนวน 94 คน โดยมีลักษณะการกระทำรุนแรง คือ
     (1) ถูกข่มขืน รุมโทรม ทำอนาจาร 25 ราย 
     (2) ถูกทอดทิ้ง 30 ราย
     (3) ถูกทำร้ายร่างกาย/ทารุณ 9 ราย และ
     (4) ถูกกักขัง/หน่วงเหนี่ยว 3 ราย 

     ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำมากที่สุด คือ พ่อข่มขืนลูกตนเอง คิดเป็นร้อยละ 84  รองลงมาคือ ทารกถูกทอดทิ้ง คิดเป็นร้อยละ 44.78  มูลนิธิเพื่อนหญิงระบุว่า ผลการศึกษาส่วนใหญ่ได้ระบุว่าผู้ชายที่กระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กนั้นส่วนใหญ่ดื่มเหล้าและผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อผู้หญิงและเด็ก ดังนี้

      1. ผลกระทบทางกาย ได้แก่
          1) การถูกขู่เข็ญ คุกคาม และการฆาตกรรม
          2) บาดเจ็บและหรือพิการ
          3) ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เด็กผู้หญิงซึ่งถูกทารุณกรรมทางเพศตั้งแต่เล็ก มีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในช่วงวัยรุ่น
          4) การติดโรคทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งโรคเอดส์  

      2. ผลกระทบทางด้านจิตใจ ได้แก่
          1) การฆ่าตัวตาย
          2)ปัญหาสุขภาพจิต ผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำรุนแรง จะมีแผลในใจที่ลึกมาก ซึมเศร้า  จิตใจแปรปรวน เครียด ท้อแท้เรื้อรัง ฯลฯ 

      3. ผลกระทบทางด้านสังคม ได้แก่
          1) วงจรความรุนแรงไม่สิ้นสุด มีข้อสังเกตว่า เด็กที่เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวจะมีปัญหาทางจิตใจเท่าเทียมกับเด็กถูกทารุณกรรมทางร่างกายและทางเพศโดยตรง เด็กผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์พ่อหรือพ่อเลี้ยงกระทำรุนแรงกับแม่ มีแนวโน้มที่จะยอมรับความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่มากกว่าเด็กผู้หญิงมาจากครอบครัวที่ไม่มีความรุนแรง ในทางตรงกันข้ามเด็กผู้ชายซึ่งเห็นเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงกับภรรยา และ
          2)  เกิดปัญหาสังคมเรื้อรังและซ้ำซ้อน ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ถูกกระทำรุนแรงซ้ำซากเป็นเวลานาน เลือกแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรงตอบโต้ เช่น การฆ่าสามี  เป็นต้น

      5. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ  พบว่าครอบครัวที่มีสามีและลูกชายดื่มเหล้าค่าใช้จ่ายสูงมาก มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเป็นสาเหตุให้สามีภรรยาทะเลาะกัน สมาชิกในครอบครัวมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพไม่เพียงพอและเป็นมูลเหตุให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆ

การแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงต่อผู้หญิงในครอบครัวของสังคมไทย

      ความรุนแรงในครอบครัวของสังคมไทย มีควบคู่กับประวัติศาสตร์ไทยก็เป็นได้ เพราะปรากฏในงานเขียนของนุ่มนวล ยัพราช (2549:105-106) กล่าวถึงการต่อสู้ของผู้หญิงในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่น การเรียกร้องสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามปรารถนา การเรียกร้องสิทธิที่ไม่ถูกขายจากสามีและพ่อ) การแก้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยภาพรวม อาจพิจารณาได้ดังนี้

      1. การใช้ภูมิปัญญาเครือข่ายทางสังคมในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
          1) การใช้ระบบเครือญาติ เช่น การจัดพิธีแต่งงานอาจเป็นการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพราะในขั้นตอนการจัดพีธีการแต่งงานนั้นจะต้องมีการสู่ขอจากพ่อแม่และญาติฝ่ายหญิง โดยฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายให้ข้อเสนอและยืนยันว่าจะให้การเลี้ยงดูฝ่ายหญิงเป็นอย่างดีเปรียบเป็นลูกสาวของตนเอง พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะฝากฝังให้ฝ่ายชายดูแลและอบรมสั่งสอนลูกสาวตนให้ดีที่สุดด้วย ในพิธีแต่งงานแขกและญาติให้พรคู่บ่าวสาวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว หรือเมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มักจะแก้ปัญหาด้วยการนำพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายมาพุดคุยกัน ส่วนใหญ่จะให้มีการขอขมาด้วยการนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้พ่อแม่ของฝ่ายหญิง สักขีพยานที่เป็นผู้อาวุโสและผู้นำชุมชน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนหรือปรามให้สามีภรรยารักกัน อดทน ให้อภัยเป็นต้น การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการนี้ได้ผลในอดีต แต่ปัจจุบันเพราะความเจริญทางด้านวัตถุ วิถีชีวิตของประชาชนในสังคมเปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นพิธีการแต่งงานอาจเป็นสัญลักษณ์ทางวัตถุนิยมเท่านั้น และ
          2) การใช้กลไกชุมชน เช่น กรณี บ้านทุ่งยาว อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้มีการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ด้วยการใช้กฎระเบียบของชุมชนในการกำหนดให้สามีภรรยาที่แต่งงานใหม่สามารถสร้างเรือนหอของตนเองด้วยการอนุญาตให้ตัดไม้จากป่าชุมชนมาสร้างบ้านได้ โดยมีเงื่อนไขว่าสามีภรรยาต้องรักและสามัคคีกัน ขยัน อดออม เพื่อสร้างครอบครัว หากมีการดื่มเหล้าและทำร้ายซึ่งกันและกัน คณะกรรมการป่าชุมชนจะยึดบ้านคืนเป็นของส่วนกลาง เมื่อมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น คณะกรรมการจะให้คำปรึกษาขอให้สามีภรรยามีการปรับปรุงแก้ไขให้ถึงที่สุด หากแก้ไขไม่ได้จึงจะยึดไม้ทำบ้านคืน เป็นต้น ซึ่งอาจดำเนินการได้เพียงบางครอบครัวเพราะปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆ อาจมีผล เช่น การอพยพแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมของวัยหนุ่มสาว ทำให้เขามีค่านิยมสมัยใหม่คือชอบบ้านเรือนที่ทำด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย  จึงไม่สนใจใช้บริการสวัสดิการที่อยู่อาศัยของชุมชน แต่หันไปสนใจพึ่งพิงระบบทุนนิยมโดยการกู้ยืมจากภายนอกในการสร้างบ้านเรือนมากขึ้น

      2. การแก้ปัญหาโดยรัฐบาลและกลุ่มคนชั้นกลาง การส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้หญิงตามอาชีพของสามี เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในบทบาทของการเป็นแม่ เป็นภรรยา  การทำงานสังคมสงเคราะห์อาสาสมัคร ตลอดจนการทำอาชีพเสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวในสภาวะเศรษฐกิจที่สามีภรรยาต้องช่วยกันหารายได้จุลเจือครอบครัว

      ต่อมาได้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรี ให้มีการแก้ปัญหาความรุนแรงต่อสตรี              โดยกำหนดให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้มีศูนย์ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่อยู่ในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง โดยมีคณะทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพให้บริการช่วยเหลือตลอด         24 ชั่วโมง  การทำงานโดยศูนย์นี้เน้นการให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล จึงมีความเด่นชัดเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาแบบตั้งรับ แต่ขยายผลไปในเชิงป้องกันได้ยาก

      3.การแก้ปัญหาโดยการฟ้องร้องคดีความ ส่วนใหญ่ผู้หญิงไม่กล้าดำเนินการทางด้านนี้ เพราะถือเป็นเรื่องอับอาย ครอบครัวแตกแยก เกิดผลกระทบกับลูกและสมาชิกในครอบครัว

      4.การแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดบทบาทหญิงชาย เป็นการให้ความรู้แก่หญิงชายให้เข้าใจบทบาทของกันและกัน เห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพื่อลดการกระทำความรุนแรงในครอบครัว มีการทำงานเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน นับจากปี 2519 เช่น มูลนิธิเพื่อหญิง มูลนิธิผู้หญิง และองค์กรเครือข่าย ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น 

การแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชน

      ปัญหาการดื่มเหล้าแล้วก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว เป็นปัญหาเฉพาะครอบครัว       แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกเข้าไปแทรกแซงปัญหานั้นจะได้เบาลงและหายไปในที่สุด  ชุมชนจึงเป็นหน่วยที่อยู่ใกล้ครอบครัวมากที่สุดควรเข้ามามีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามชุมชนในสถานการณ์ปัจจุบันมีความอ่อนแอจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถทำหน้าที่แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

      การแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชน หมายถึง การใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน คือ ประชาชน องค์กรชุมชน สถาบันศาสนา องค์กรภาครัฐและเอกชนโดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้  

แผนภูมที่ 1 ขั้นตอนการใช้ฐานชุมชนแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว 

 
 

กรณีตัวอย่าง การดำเนินโครงการโครงการแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว ตำบลตระแสง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. 2549 มีขั้นตอน ดังนี้

   1.การค้นหาแกนนำและกระตุ้นให้ผู้ประสบปัญหาเรื่องเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวตระหนักในปัญหา

          ตำบลตระแสง อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่หนึ่งที่ชาวบ้านนิยมดื่มเหล้ามากและมีปรากฏการณ์ของการกระทำความรุนแรงในครอบครัว  องค์กรขวัญชุมชน ได้ใช้กระบวนการให้ความรู้เรื่องปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว ด้วยการหาแกนนำในชุมชน พบว่าในชุมชนมีผู้นำสตรีที่มีบาบาทสำคัญในการทำงานพัฒนาชุมต่อเนื่องมากว่า 40 ปี มีความเข้าใจปัญหาเรื่องเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว เป็นอย่างดี เพราะสามีและลูกดื่มเหล้าเป็นจำนวนมาก สามีเป็นผู้ใหญ่ และมีอาชีพขับรถโดยสารจากตัวหมู่บ้านเข้าเมือง รายได้ส่วนใหญ่เหลือกลับบ้านน้อย มากเมื่อติดตามดูบัญชีที่ร้านสหกรณ์หมู่บ้านสูงมาก และคาดว่ามีการชื้อร้านอื่นนอกชุมชนอีกมาก และได้วิเคราะห์หาแกนนำอื่นๆในชุมชนส่วนใหญ่เป็นสตรีที่เคยประสบปัญหา ดำเนินการแก้ไขด้วยตนเองได้ผลมาระดับหนึ่ง ได้ ประมาณ 5 – 6 คน ร่วมกันวางแผนทำความเข้าใจเรื่องปัญหาเหล้ากับความรุนแรงในครอบครัว ทำการสำรวจข้อมูลการกินเหล้าและสำรวจบัญชีค่าเหล้าเบียร์ในร้านค้าย้อนหลัง 3 เดือน ของตำบลตระแสง  พบว่า ผู้ชายดื่มเหล้าสูงสุดร้อยละ 90 และดื่มทุกวัน โดยมีค่าใช้จ่ายค่าเหล้าสูงสุด วันละ 100-200 บาท  โดยเฉลี่ย 3 เดือนผู้ชายที่ตอบแบบสอบถามมีค่าใช้จ่ายเพื่อการกินเหล้า จำนวน 226,715 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมาก คณะทำงานได้นำผลการวิจัยจัดทำประชาคมตำบล ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมประชาคมตระหนักในปัญหาการดื่มเหล้าที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างชัดเจน ประกอบกับการรณรงค์งดเหล้าทั่วประเทศของกระแสตอนนั้นคือเลิกเหล้าเลิกจน ทำให้ผู้นำในชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหันมาให้ความสนใจประเด็นปัญหาเหล้าและความยากจน นำโครงการส่งเสริมอาชีพต่างๆ มาเสนอให้กับประชาชนมากขึ้น ชาวบ้านชายหญิงเริ่มตระหนักและเข้าผลกระทบจากการดื่มเหล้ามากขึ้น บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในชุมชน

   2. การกระตุ้นและส่งเสริมเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายที่จะแก้ไขปัญหา

          การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวมีมากขึ้นในชุมชน  ทางองค์กรขวัญชุมชนได้นำแกนนำประมาณ 10 คน ไปศึกษาดูงานในชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว ที่เครือข่ายชุมชนลดเหล้า:ลดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กอำนาจเจริญ  หมู่บ้านคำกลาง ตำบลโนนหนามแท่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มแกนได้นำความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการศึกษาดูงาน  จัดกิจกรรมรณรงค์ให้คนในชุมชนเลิกเหล้า โดยแกนนำหญิงชายทำตัวเป็นแบบอย่าง รวมกลุ่มผู้สมัครเลิกเหล้าทำหน้าที่เป็นแกนนำในการรณรงค์  ที่สำคัญมีผู้ใหญ่บ้านหนุ่ม 3 สมัครใจเลิกเหล้าเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ลูกบ้าน มีชาวบ้านร่วมลดละเลิกเหล้าประมาณ 100 ราย

   3. การให้ความรู้ทักษะ ทัศนคติ ในการแก้ไขปัญหา

          กระบวนการดำเนินงานเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้เลิกเหล้า มี 2 ระดับ คือ
          1) ให้ความรู้แกนนำเรื่องปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวอย่างเข็มข้นมีบทบาทร่วมในการวางแผนกิจกรรมและดำเนินกิจกรรม สำรวจข้อมูลสภาพปัญหาเหล้าและความสูญเสียทางเศรษฐกิจของ การนำเสนอข้อมูลที่เก็บได้ในเวทีประชาคม และทำกระบวนการนี้ซ้ำในช่วงกลางของการดำเนินโครงการ ส่งผลให้ผู้นำได้เข้าใจและเห็นผลการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจากโครงการด้วยตนเอง นอกจากนี้ แกนนำยังได้รับความรูในเรื่อง แนวคิดมิติหญิงชาย กระบวนการทำกลุ่มสนับสนุน(group support)  และประชุมสรุปบทเรียน
          2) สมาชิกกลุ่ม คือ ผู้ที่สมัครใจลด ละ เลิก เหล้า ได้รับความรู้และการให้กำลังใจจากการจัดกิจกรรมรณรงค์งดเหล้าตามเทศกาลต่างๆในชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเยี่ยมบ้านโดยแกนนำในชุมชน การเยี่ยมบ้ามีเป้าหมายเพื่อการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ หากใครประสบปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวก็จะให้คำปรึกษา เสริมพลังหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา เช่น       มีรายหนึ่งประสบปัญหาสามีทำร้ายร่างการบ่อยมาก แกนนำได้ให้การแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงการทำร้ายร่างกายจากสามี ส่วนสามีนั้นได้ประสานให้พระที่วัดเป็นผู้พูดคุยอบรมสั่งสอนอย่างไม่เป็นทางการ และเมื่อวัดมีกิจกรรมอะไรก็จะให้สามีเข้ามามีส่วนร่วม และมีกระบวนการให้ความรู้และกระตุ้นเตือนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อภรรยาโดยทางอ้อม  วัยรุ่นตั้งวงดื่มในชุมชนแกนนำได้ให้เวลาพูดคุยและชักจูงให้มาร่วมทำงานเพื่อส่วนรวม จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนเพื่อให้ความรู้เรื่องบทบาทหญิงชาย เหล้าและความรุนแรงในครอบครัวเป็นต้น ส่งผลให้เยาวชนบางส่วนหันมาให้ความร่วมมือเป็นแกนนำรณรงค์งดเหล้าในครอบครัว

   4.ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการร่วมกันแก้ไขปัญหา

          แกนนำได้ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดกระบวนการระดับชุมชน สามารถประสานความร่วมมือภาคีต่างๆได้เป็นจำนวนมาก เช่น
          1) วัด ทำกิจกรรมวัดปลอดเหล้าและอนุรักษ์ป่าพื้นที่ใกล้วัดให้เป็นป่าชุมชน และรณรงค์ส่งเสริมให้ชาวบ้านในตำบลจัดงานประเพณีต่างๆ ปลอดเหล้า เช่น งานศพ งานแต่ง งานบวช และงานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ผลปรากฏว่าตลอดมีงานศพปลอดเหล้าทั้งตำบล 22 งานเป็นต้น
          2) ราชการระดับจังหวัด ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการจัดงานรณรงค์ เช่น นายอำเภอให้ความร่วมมือในการจัดประชาคมและรณรงค์งดเหล้าในชุมชนทุกครั้ง จังหวัดให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมงดเหล้าและขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในระดับจังหวัด
          3) องค์การบริหารส่วนตำบลและโรงเรียนในพื้นที่โดยองค์การบริหารส่วนตำบลเข้าร่วมการประชุมประชาคมและสรุปบทเรียนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ อบต. จากหลายหมู่บ้านหันมาสนใจประเด็นเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น และ
          4) แกนนำได้ใช้เครือข่ายสหกรณ์เครดิตยูเหนี่ยนเป็นช่องทางรณรงค์งดเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งได้ผลดี ในปี 2550 มี หมู่บ้านเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอีก 4 บ้าน ซึ่งขยายไปตามเครือข่ายสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

      5. การพัฒนาและผลักดันนโยบายทั้งในท้องถิ่นและจังหวัด แกนนำในระดับชุมชน พยายามผลักดันแนวคิดการแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว เข้าไปเป็นนโยบายของทุกกลไกในระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล สหกรณ์เครดิตยูเหนี่ยน วัด และหน่วยงานระดับอำเภอ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่เกิดผลในเชิงนโยบายแต่จะได้รับความร่วมมือจากกลไกในระดับท้องถิ่นเป็นอย่างดี

      6. สรุปบทเรียนและการขยายผล ช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี โดยเฉพาะแกนนำการทำกิจกรรมแต่ละครั้งแกนนำจะทำการสรุปบทเรียนและนำผลที่ได้ไปขยายผลโดยที่แกนนำทำหน้าที่เป็นนักส่งเสริมและรณรงค์อย่างต่อเนื่องเป็นวิถีชุมชนอีกรูปแบบหนึ่ง

ข้ออภิปรายและเสนอแนะ

      ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว เป็นปัญหาที่ชุมชนต้องยื่นมือเข้าไปดำเนินการป้องกันและแก้ไข  ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลไกและผู้นำในชุมชนให้ดำเนินงานแทรกแซงแก้ไขปัญหานี้ในชุมชนของตนเองได้นั้นมีแนวโน้มที่จะแก้ไขได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพราะเป็นการเสริมสร้างให้ชุมชนเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

   บทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานแก้ปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยฐานชุมชน   ทั้งนี้จากกรณีตัวอย่างข้างต้นและพื้นที่อื่นๆ พบว่าผู้นำหรือแกนนำในชุมชนเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้งานดำเนินไปได้ การให้ความรู้ เสริมทักษะการทำงานเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ชุมชนที่มีเครือข่ายการทำกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเหนี่ยน มีแนวโน้มที่จะรับแนวคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวได้ดี ถ้าเปรียบกลุ่มออมทรัพย์เป็นการออมเงินกับกลุ่มลด ละ เลิกเหล้านับว่าเป็นการการออมชีวิต ซึ่งต้องใช้พลังในตัวบุคคล    พลังครอบครัว พลังกลุ่ม และพลังชุมชนหนุนเสริม จึงจะสามารถช่วยให้ผู้ที่มีพฤติกรรมการดื่มเหล้าและกระทำความรุนแรงในครอบครัวยุติพฤติกรรมได้  ที่สำคัญบุคคลที่เคยมีประสบการณ์การแก้ไขปัญหานี้ในครอบครัวของตนเองแล้ว จะมีความสามารถพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาต่อยอดเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวที่ประสบปัญหาและการทำกลุ่มสนับสนุนในชุมชน   ซึ่งส่วนนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากงานดำเนินงานรณรงค์งดเหล้าจากสมาคมหมออนามัยที่ดำเนินการทั้งประเทศ ในกิจกรรมชุมชนต้นแบบงดเหล้าเข้าพรรษา ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เดิมหมออนามัยมีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อชาวบ้านต่อมาได้พิจารณาพบว่าชุมชนของตน(สมาคมหมออนามัย) และอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน(อสม.) จึงหันมาเป็นชุมชนผู้ปฏิบัติในการงดเหล้า พบว่ากลุ่มหมออนามัยสามารถมีเงินเหลือมากขึ้น ได้ความรักจากครอบครัวมากขึ้น ไปทำงานกลับมืดค่ำก็ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกในครอบครัว

      นอกจากเป็นการออมชีวิตด้วยตนเองแล้วในหลายพื้นที่ได้ใช้เงื่อนไขการงดการดื่มเหล้าและยุติความรุนแรงในครอบครัว เป็นประเด็นในการตัดสินใจให้สวัสดิการโดยชุมชน วัดป่ายาง         ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าอาวาสเป็นนักพัฒนาได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำกลุ่มออมทรัพย์ ทำเกษตรปลอดสารพิษ ท่านใช้วิธีการรณรงค์ให้ชาวบ้านงดเหล้าเข้าพรรษา ถ้าหากใครทำได้ตลอดพรรษา หรือตลอดชีวิต จะพิจารณาให้รับสวัสดิการจากกลุ่มออมทรัพย์เป็นอันดับหนึ่งหากต้องเปรียบเทียบกับผู้ที่ดื่มเหล้า

      การณรงค์ระดับชาติอย่างต่อเนื่องมีส่วนหนุนเสริมให้การทำงานในระดับชุมชนเป็นไปได้ดี จากการมีโอกาสได้พูดคุยกับบุคคลที่ลด ละ เลิกเหล้า พบว่านอกจากแรงหนุนเสริมจากชุมชนแล้วส่วนหนึ่งการรณรงค์ออกรายการวิทยุโทรทัศน์ รวมถึงป้ายรณรงค์ในพื้นที่ต่างๆ นั้นมีส่วนให้กำลังใจให้ตนเองสามารถเลิกเหล้าได้เป็นอย่างดี  และบางชุมชนเมื่อได้รับการยอย่องว่าเป็นชุมชนต้นแบบแล้วยิ่งมีกำลังใจ ไม่กล้ากลับไปดื่มอีกเพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ของชุมชนตนเอง

      ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเหล้าและความรุนแรงในครอบครัวโดยใช้ชุมชนเป็นฐานจึงเป็นแนวทางที่ควรส่งเสริมให้ดำเนินการและขยายผลอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนารูปแบบการ 

 

 

บรรณานุกรม 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว.

http://www.women-family.go.th/scan/ribbon/information.20 kit.pdf ( 5 เมษายน 2550)

กาญจนา  แก้วเทพ. องค์กรชุมชน กลไกเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาสังคม. กรุงเทพฯ : แปลน พริ้นท์ติ้ง. 2540.

ชัญวลี  ศรีสุโข .ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข http://www.phrathai.net/article/detail.php?catid=12&ID=172 ( 8 เมษายน 2550)

มูลนิธิภูมิปัญญา. เด็กไทย วัยกิ๊ก . กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.2547.

คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิภาพสตรี สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์. ผู้หญิงกับกับความรุนแรง .กรุงเทพฯ: สมชายการพิมพ์.2546.

นุ่มนวล ยัพราช. “พัฒนาการทางการเมืองขงขบวนการสิทธิสตรีไทย”.ใน ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย. ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะบรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน.2549.

นิรุจน์ อุทธา และคณะ.รายงานผลการดำเนินงานโครงการประชาคมรณรงค์ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จังหวัดขอนแก่น.ขอนแก่น.2550.

นิตยา พิริยะพงษ์พันธ์(บรรณาธิการ) พัฒนาการเครือข่ายชุมชนลดเหล้า ลดความรุนแรง ต่อผู้หญิงและเด็ก. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี.2548.

บุญเรือง  ขาวนวล และคณะ . รายงานการถอดบทเรียนโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2548 ของสมาคม หมออนามัย : หนึ่งภาพสะท้อนทิศทางการทำงานเชิงเครือข่ายในสังคมไท .นนทบุรี:ยุทธรินทร์การพิมพ์.2548.

เบญจพร  ปัญญา. ความรุนแรงในครอบครัว http://w.w.w.thaimental.com/article_htdocs/article_detail.asp?number=302

ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์ . เลี้ยงลูกวัยรุ่นยากตรงไหน. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี. 2547.

________ .   พัฒนาการเครือข่ายชุมชนลดเหล้าความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก.กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี.2548

ประเวศ  วะสี. ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน.2541.

ปาริชาติ  วลัยเสถียร และคณะ.  กระบวนการและเทคนิคการทำงานของนักพัฒนา.  กรุงเทพฯ :  สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  2543.

พัชรี  จุลหิรัญ และสุเพ็ญศรี  พึ่งโคกสูง.ข่มขืน เสียงเงียบ ที่ต้องเปิดเผย.กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อนหญิง.2549.

                              . คู่มือสำหรับผู้หญิงที่ต้องการความช่วยเหลือ.กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อนหญิง.2549.

พูนสุข  ช่วยทอง . ครอบครัวและคุณภาพเด็ก . กรุงเทพฯ: วิฑูรย์การปก.2549.

พรวิภา  ขัฒรัชนากูล. “ความรุนแรงในวรรณกรรม จินตนาการวิทยาศาสตร์ไทย : อันตรายที่น่าหวั่น.” ใน หนังสือรวมบทความ การประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 4 “วัฒนธรรมไร้อคติ ชีวิตไร้ความรุนแรง: กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเพท.2549.

วัชรินทร์  ปัจเจกวิญญูสกุล. รายงานวิจัยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเยาวชนและครอบครัว: เพื่อตอบสนองการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และครอบครัว. กรุงเทพฯ:องค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย.2545.

ศรีเวียง ไพโรจน์กุลและคณะ.คู่มือปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในกระบวนการคุ้มครองเด็ก. มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก.กรุงเทพ.2547

เสรี  พงศ์พิศ . วิธีคิด วิธีทำ แผนชีวิตเศรษฐกิจชุมชน.กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์ม, 2548.

องค์กรขวัญชุมชน. สรุปแบบสำรวจข้อมูลการกินเหล้าและสำรวจบัญชีค่าเหล้าเบียร์ในรอบ3 เดือน สุรินทร์:เอกสารอัดสำเนา:2549.

องค์กรขวัญชุมชน. แบบรายงานการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ (สำหรับโครงการสร้างเสริมสุขภาพ) โครงการลดเหล้าและความรุนแรงใครครอบครัว ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ :เอกสารอัดสำเนา. 2549.

Mattessich,Paul and Monsey,Barbara. Community Building: What Makes It Work (A Review of Factors Influencing Successful Community Building) .Minnesota : Amherst H. Foundation.2001.

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น.